แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอที แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอที แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ดีแทค เพิ่มงบขยายโครงข่าย 3จี-4จี อีก 6 พันล้าน

ดีแทค เพิ่มงบสร้างสถานีฐานอีก 6 พันล้านบาท เสริมแกร่งโครงข่าย 3จี และ 4จี รองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ตั้งเป้าลูกค้า 4จี สิ้นปี 2.5 ล้านราย จากปัจจุบัน 1 ล้านราย

วันนี้ (6 พ.ค.) ที่ชุมชนหลวงพรต-ท่านเลี่ยม ลาดกระบัง นายลาร์ส โอเคะ นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ปีนี้ดีแทคได้เพิ่มวงเงินลงทุนจากเดิม 14,000 ล้านบาท เป็น 18,000-20,000 ล้านบาท ขยายโครงข่าย 4จี และ 3จี โดย 3จี จะครอบคลุมเพิ่มขึ้นเป็น 95% ของจำนวนประชากรภายในสิ้นปี ทั้งนี้ ตามข้อมูลรายงานของอะนาลิส เมสัน (Analysys Mason) ระบุว่า ประเทศไทยจะมีคนใช้งาน 4จี เพิ่มเป็น 13.8 ล้านราย ในปี 2562 และรายงานจากโอวูม (Ovum) ระบุว่า ประเทศไทยจะมีการใช้งานสมาร์ทโฟนมากกว่า 80% ในปี 2563 ซึ่งการประมูล 4จี ที่จะเกิดขึ้นเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในการขยายบริการทั้ง 3จี และ 4จี




ทั้งนี้ ดีแทคได้เน้นและให้ความสำคัญ 3 ด้าน คือ 1.โครงข่ายคุณภาพเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต 2.สร้างระบบและกลไกการขายที่มีประสิทธิภาพ ในรูปแบบการสร้างหน่วยงานบริหารและบริการในระดับภูมิภาค และ 3. แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เพราะดีแทคห่วงใยใส่ใจ ดีแทคจึงตั้งใจมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และปีนี้ดีแทคยังขยายศูนย์บริการใหม่อีก 200 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าทุกรายได้รับประสบการที่ดีกลับไป

"ปีนี้ดีแทคจะขยายสถานีฐาน 3จี ทั่วประเทศเป็น 1.5 หมื่นสถานีฐาน ส่วน 4จี ที่เบื้องต้นทำเฉพาะกทม. ที่เร็วกว่าคู่แข่ง เพราะจำนวนผู้ใช้ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมือง โดยปัจจุบันดีแทคมีลูกค้า 4จี 1 ล้านราย ตั้งเป้าสิ้นปี 2.5 ล้านราย จากปัจจุบันจำนวนเครื่องรองรับลูกค้า 4จี ของดีแทคที่ 2 ล้านเครื่อง โดยรวมแล้วดีแทคมีลูกค้าใช้งานดาต้ารวม 14 ล้านเลขหมาย หรือครึ่งหนึ่งของลูกค้าทั้งหมด"นายลาร์ส กล่าว

ทีวีดิจิตอลเห็นพ้องเลื่อนจ่ายเงินประมูลทุกงวด

ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล เห็นตรงกันกสทช. เลื่อนจ่ายค่าประมูลออกไป 1 ปีทุกงวด ชี้ไม่ควรคิดดอกเบี้ย หลังประสบปัญหาหลายด้าน

วันนี้ (6พ.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะถึงแนวทางในการขยายระยะเวลาในการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลงวดที่ 2 ออกไปอีก 1 ปี โดยเชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 24 ช่อง ซึ่งมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ควรให้มีการเลื่อนออกไปทุกงวด โดยไม่ต้องเก็บดอกเบี้ย เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ส่วนประเด็นเรื่องการเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์สาธารณะอีกนั้น ทำได้ยากเนื่องจากผังรายการต่างๆถูกกำหนดไว้แล้ว



ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลได้ประสบปัญหาขาดทุน โฆษณาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงการแจกคูปองล่าช้า ปัญหาโครงข่ายไม่ครอบคลุมไม่เป็นไปตามแผนที่กสทช.กำหนด นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเรียงช่องที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

สำหรับประเด็นในการหารือในวันนี้คือ1. การเลื่อนควรจะเลื่อนออกไป 1 ปี เพียงงวดเดียวหรือทุกงวด การเลื่อนที่เกิดขึ้นควรเก็บดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นไปได้ใน 3 แนวทาง คือ ดอกเบี้ยอัตรา 7.5% หรือ อัตราดอกเบี้ย MLR ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ชำระเงิน หรือ อัตราดอกเบี้ย หรือ อัตราดอกเบี้ยอื่นๆ ที่เหมาะสม และ 3.ต้องเพิ่มสัดส่วนรายการที่เป็นข่าวสารหรือสาระที่เป็นประโยชน์สาธารณะอีกไม่น้อยกว่า 10%

ด้านนายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า จะรวบรวมความคิดเห็นดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช.ในวันที่ 20 พ.ค. โดยส่วนตัวมองว่า การเลื่อนการจ่ายค่าประมูลออกไป 1 ปีทุกงวดนั้นจะเป็นการเอื้อประโยชน์มากเกินไป แต่เรื่องดอกเบี้ยมีความเป็นไปได้ว่าจะคิดน้อยหรือไม่คิดเลย ขณะที่ กสทช.ไม่ต้องการคิดที่ 7.5% เพราะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือเพียงแต่เป็นการเปลี่ยนเจ้าหนี้จากธนาคารเป็น กสทช.เท่านั้น

“ทรูมูฟ เอช”ปั้น “สบาย” เพิ่มลูกค้าระบบเติมเงิน

ทรูมูฟ เอช ปั้นแบรนด์ “สบาย” ระบบเติมเงินใหม่จับกลุ่มคนชอบโทร ทั้งในกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด หวังลูกค้าเติบโตใกล้เคียง 20% ในปีนี้

วันนี้ (6พ.ค.) ดร.กิตติณัฐ์ ทีคะวรรณ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านการพาณิชย์ธุรกิจโมบาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทรูมูฟ เอช ได้เปิดตัว “สบาย” ซึ่งเป็นโทรศัพท์ระบบเติมเงิน(พรีเพด)ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่เน้นการโทรและควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด นอกจากนี้ยังได้ออกแพ็จเกจที่คิดค่าโทรเป็นวินาที เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพอใจสูงสุดและสามารถเปลี่ยนแพ็กเกจเพื่อให้เข้ากับการใช้งานได้ไม่จำกัด โดยเมื่อสิ้นปี 57ที่ผ่านมาทรูโมบายมีลูกค้าทั้งสิ้น 23.65 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้าแบบรายเดือน 3.88 ล้านราย และลูกค้าเติมเงิน 19.77 ล้านราย



“การสร้างแบรนด์ใหม่เพื่อสื่อสารโดยตรงไปยังกลุ่มลูกค้าระบบเติมเงิน และกลุ่มที่ยังใช้ระบบ 2จี รวมถึงลูกค้าต่างจังหวัดที่ทรูยังมีไม่มากประมาณ 20-30%เท่านั้น จึงจำเป็นต้องออกโปโมชั่นใหม่มาเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มนี้ ขณะเดียวกันการที่สมาร์ทโฟนที่รองรับ 3จี และ 4จี มีราคาถูกลงจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้ลูกค้าเข้าถึงการใช้งานเครือข่าย 3จี และ 4จี มากยิ่งขึ้น ซึ่งทางทรูมูฟ เอช ก็มีความพร้อมในเรื่องเครือข่ายที่ครอบคุม 97% ของจำนวนประชากร จาก 2 หมื่นสถานีฐาน”

ปัจจุบันทรูมูฟ เอช ยังเหลือลูกค้าในระบบ 2จี อีกประมาณ 2 ล้านราย คาดว่าจะย้ายให้เปลี่ยนมาใช้ 3จี ได้หมดก่อนการประมูลใบอนุญาต4จี บนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ลูกค้าอีกประมาณ 20ล้านราย ใช้งานบนคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ของเรียลมูฟ และอีก 1 ล้านรายใช้งานบนคลื่น2100 เมกะเฮิรตซ์ ของเรียลฟิวเจอร์ โดยในปีนี้ทางทรูมูฟ เอช ตั้งหมายมีอัตราการเติบโตในกลุ่มลูกค้าแบบเติมเงิน(พรีเพด)และลูกค้าแบบรายเดือน(โพสต์เพด)เป็นตัวเลข 2 หลัก หรือให้ได้ใกล้เคียง 20%

ด้านนายธีรศักดิ์ อรุณเริ่มวัฒนะ ผู้อำนวยการกลุ่มด้านการสื่อสารเพื่อสร้างแบรนด์และบริหารสื่อโฆษณา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวคิดของแบรนด์ “สบาย” คือไร้กังวล สบายใจ สบายกระเป๋า ได้เตรียมงบกว่า5 0ล้านบาท ในการโปรโมทแบรนด์สื่อสารไปยังลูกค้าผ่านสื่อต่างๆ เจาะลูกไปยังท้องถิ่นภูมิภาคต่างๆ อาทิ มีการใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสารในแต่ละพื้นที่ และได้ หนุ่ม – สมศักดิ์ รินนายรักษ์ แชมป์เดอะวอยซ์ซีซั่น 3 มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ตัวแทนถ่ายทอดบุคลิกภาพลักษณ์และจุดเด่นของแบรนด์ให้กับกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศไทย

สำหรับ 3 โปรโมชั่น สบาย ให้ลูกค้าเลือกเปลี่ยนได้ตามใจ คือ 1.โทรสบายทุกค่ายสามารถโทรทุกเครือข่ายวินาทีละ 1.5 สตางค์ และ 2.โทรสบายในก๊วนโดยคิดค่าโทรในเครือข่ายวินาทีละ 1 สตางค์ ,โทรนอกเครือข่ายวินาทีละ 2 สตางค์และ 3.โทรสบายบ่อยบ่อย คิดค่าโทรทุกเครือข่าย 30 วินาทีแรกวินาทีละ 1 สตางค์สำหรับวินาทีที่ 31 เป็นต้นไปวินาทีละ 2 สตางค์ ส่วนค่าบริการอื่นๆ SMS ข้อความละ 2 บาท ,MMS ครั้งละ 3 บาทเล่นเน็ต 3 จี เมกะไบท์ละ 1บาท ส่วน ไว-ไฟ นาทีละ 1บาท และรับโบนัสค่าโทร 20 บาท เน็ต 3จี 90 เมกะไบท์ ทันที ที่เปิดใช้บริกา รและเมื่อเติมเงินสะสมครบ 50 บาท ภายใน 1 สัปดาห์ (วันอาทิตย์–วันเสาร์) ใช้เน็ตฟรี 50 เมกะไบท์ พร้อมโทรฟรีในเครือข่ายไม่อั้นตลอดทั้งวันอาทิตย์ โดยลูกค้าสามารถเปลี่ยนมาใช้ซิมสบายราคา 49บาท ระบบเติมเงินแบบใหม่ได้แล้วตั้งแต่วันนี้.

“ดีแทค”สานต่อโครงการปั้นสตาร์ทอัพปี 3

ดีแทค เดินหน้าโครงการdtac Accelerate Batch #3 ทุ่ม 100 ล้าน ปั้นสตาร์ทอัพไทย ให้ก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมเทงบ 20 ล้านบาท สร้างโคเวิร์คกิ้งสเปซ เพื่อให้เป็นพื้นที่ทำงานของสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ด้วย

วันนี้ (7พ.ค.) ที่อาคารจามจุรีสแควร์บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือ ดีแทค จัดงานเปิดตัว โครงการ ดีแทคแอคเซอเลเรท แบทช์#3 (dtacAccelerate Batch #3) ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อเฟ้นหาและสนับสนุนผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่หรือสตาร์ทอัพของไทยให้สามารถผลิตผลงานเพื่อออกสู่ตลาดจริงได้

นายลาร์ส โอเคะ นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเทคสตาร์ทอัพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความโดดเด่นอย่างมาก ถือเป็นตลาดใหม่และพัฒนาอย่างรวดเร็วจนเป็นที่จับตามองของนักลงทุนจากทั่วโลก ในปีนี้เราเริ่มเห็นความตื่นตัวของภาครัฐและภาคเอกชนในหลายๆ ประเทศเกิดผู้ประกอบการหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ไปจนถึงการรวมตัวกันของสตาร์ทอัพคอมมูนิตี้ในระดับภูมิภาค สำหรับประเทศไทยกำลังมุ่งสร้าง“เศรษฐกิจดิจิตอล”(DigitalEconomy)เพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันในอนาคตภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงดีแทคพยายามช่วยกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศน์และนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการและคอนเท้นท์ต่างๆ ความมุ่งมั่นที่จะสร้างเศรษฐกิจดิจิตอลจึงขึ้นอยู่กับระบบนิเวศน์ที่รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิตอลที่เพียงพอ ซึ่งทางดีแทค ได้ลงทุนกว่า 20 ล้านบาท สร้างโคเวิร์คกิ้ง สเปซ(co-workingspace) ในบ้านดีแทค เพื่อให้เป็นพื้นที่ทำงานของสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ด้วย




ด้านแอนดริว กวาลเซทผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Corporate Strategy and Business Innovation ดีแทค กล่าวว่า ปีนี้ยังเปิดกว้างให้กับผู้ที่สนใจทั้ง2กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีไอเดียแล้วแต่ยังไม่มีผลงานและมีแผนโมเดลธุรกิจ และกลุ่มที่มีผลงานและเริ่มมีโมเดลทางธุรกิจที่ชัดเจนแต่ต้องการปรับปรุงพัฒนาและผลักดันให้ผลิตภัณฑ์เติบโตมากขึ้นแบบก้าวกระโดด สำหรับผลงานที่เปิดรับก็หลายหลายทั้ง โมบายล์แอพพลิเคชั่น, ดิจิตอลคอนเทนต์ เช่น การศึกษา เพลงเกม ความบันเทิง หนังสือ ,ไอโอที(internet of things), อีคอมเมิรซ์ เอ็มคอมเมิรซ์ และแอพพลิเคชั่นสำหรับกลุ่มองค์กรหรือเอสเอ็มอี

โดยปีนี้ทางดีแทคได้ตั้งงบประมาณโครงการไว้ 100 ล้านบาท ซึ่งทีมที่ผ่านการคัดเลือกในวันแรกจะได้รับเงินทุนทีมละ 5 แสนบาท ถึง1.5 ล้านบาท พร้อมรับเงินสนับสนุนในเชิงพาณิชย์ต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเข้าบูธแคมป์(วันแรก) ได้รับเครดิตจาก Amazon Web Service มูลค่า 30,000 บาท พร้อมการฝึกอบรม จากทางทีมงานวิศวกรจากอเมซอน และที่ปรึกษาทางกฎหมายจากทีมกฎหมายดีแทค ได้สถานที่ทำงานที่ dtac Acclerate coworking space อาคารจามจุรีสแควร์ และที่สำคัญทุกทีมจะได้รับที่ปรึกษาแบบ1 ต่อ1 จากผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จ 5 ท่าน คือ นายทิวา จาก Kaidee.com ,นายสมหวัง จาก Paysbut ,นายยอด จาก Wongnai.com ,นายไว จาก Prizeza.com และนายชาญ จาก Taamkru.com ตลอดระยะเวลา 4 เดือน ของโครงการ

ทั้งนี้จะเปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 7พ.ค.–31 พ.ค.58 ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานนำเสนอแนวคิดแผนการดำเนินงาน วิธีการใช้งานการสร้างรายได้ กลุ่มเป้าหมายประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับหรือเข้ามาดูรายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่ http:accelerate.dtac.co.th

ทีมวิจัยสกว.เผยไทยยังมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ควรเตรียมรับมือ

นักวิจัยสกว.เผยข้อมูลแผ่นดินไหเนปาลรุนแรงน้อยกว่าจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่เคยเกิดที่เชียงราย ชี้ไทยควรเตรียมรับมือ โอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.8-7 .2 ยังมี ยันแผ่นดินไหวเกาะยาวไม่เกี่ยวกับเนปาล

วันนี้ (7พค.2558) ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มีการแถลงข่าว”บทเรียนแผ่นดินไหว ไทย-เนปาล”  โดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง  วานิชชัย  สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  (เอไอที)หัวหน้าชุดโครงการวิจัยลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในประเทศไทย  สกว. เปิดเผยว่า จากข้อมูลล่าสุดพบว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เนปาลซึ่งเป็นแผ่นดินไหวแบบระนาบแนวนอนและมีพื้นที่ไถลตัวที่สร้างความเสียหายครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างกว่า12,800  ตารางกิโลเมตรนั้น  มีความรุนแรงน้อยกว่าในบริเวณศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย  เมื่อปี 2557 เพียงแต่ครอบคลุมบริเวณกว้างกว่ามากและสามารถเขย่าทำลายอาคารบ้านเรือนที่อ่อนแอโดยเฉพาะอาคารที่ก่ออิฐ ซึ่งมีมากกว่า 60% ในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายของเนปาลได้และลักษณะการสั่นไหวแบบช้า  ๆ  นี้จะมีผลกระทบรุนแรงต่ออาคารสูงได้เป็นอย่างมาก



ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักวิชาการต้องผลักดันกฎหมายอาคารรับมือแผ่นดินไหวอย่างเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันอาคารกว่า 70% ในประเทศไทยรวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอาคารขนาดเล็ก ไม่ได้ออกแบบให้ได้มาตรฐานในการต้านแผ่นดินไหว  ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ขนาด  6.8-7.2 ได้ จากบริเวณรอยเลื่อนแม่จัน รอยเลื่อนเถิน และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ แม้ว่าอาจจะยังไม่เกิดในเร็วๆ นี้ก็ตาม      

ศ.ดร.เป็นหนึ่ง   กล่าวอีกว่า   มีกรณีแผ่นดินไหว 3 กรณี ที่หากเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อตึกสูงในกรุงเทพอย่างแน่นอน กรณีแรกคือการเกิดแผ่นดินไหวขนาด  7.5   ที่จังหวัดกาญจนบุรีที่ห่างจากกทม.  ประมาณ    200 กิโลเมตร กรณีที่สองคือแผ่นดินไหวขนาด 8.0 ตามรอยเลื่อนสกาย ที่ห่างจากกทม. ไม่เกิน 400 กิโลเมตร และกรณีที่ 3  คือ แผ่นดินไหวขนาด 8.5  ที่เกิดขึ้นตามแนวแผ่นเปลือกโลกยูเรเซีย  อย่างไรก็ดีแม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวจะไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้แต่การเตรียมการรับมือด้วยสร้างอาคารที่แข็งแรง ตามมาตรฐาน จะช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างมาก 

สำหรับกรณีที่มีข่าวการเชื่อมโยงว่าแผ่นดินที่ไหวเกิดขึ้นกับปาปัวนิวกินีรวมถึงในประเทศไทยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวใหญ่ที่เนปาลนั้น   รศ.ดร.ภาสกร   ปนานนท์  จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์     กล่าวว่า จากข้อมูลในเชิงวิชาการที่มีการศึกษาผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาดใหญ่โอกาสที่จะได้รับผลกระทบนั้นมีจริง  แต่น้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญอะไร   ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ในรัศมีไม่เกิน 100- 200  กิโลเมตร และเกิดในรอยเลื่อนชุดเดียวกัน ดังนั้นการเกิดแผ่นดินไหวที่เนปาลจึงไม่เกี่ยวข้องหรือมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาที่เกาะยาวจังหวัดพังงา   

ชวนพรินต์เปลี่ยนโลก

เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศไทยมากขึ้น และมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์... กิจกรรมนำร่องภายใต้โครงการ “Enjoy Science: Let’s Print the World สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”
การพิมพ์สามมิติ หรือทรีดีพรินเตอร์ ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีดาวรุ่งที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีการนำมาปรับใช้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง







เรื่องของเทคโนโลยีไม่ใช่ของใหม่ เพราะตัวเครื่องมีการพัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2527 แต่สิ่งที่โดดเด่นตอนนี้ก็คือความสามารถของเทคโนโลยีและราคา จากตัวเครื่องที่เคยสูงหลายแสนบาท ลงมาอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้มากขึ้น และที่สำคัญ มีนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ ๆ ให้ความสนใจและผลิตขึ้นใช้ได้เองในหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

...เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศไทยมากขึ้น และมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์...

กิจกรรมนำร่องภายใต้โครงการ “Enjoy Science: Let’s Print the World สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ที่บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดขึ้น จึงเลือกที่จะจัดโครงการประกวดออกแบบนวัตกรรมการพิมพ์แบบสามมิติ “Enjoy Science: Let’s Print the World” ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย
ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. บอกว่า นวัตกรรมการพิมพ์แบบสามมิติ มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราเหมือนกับเครื่องพิมพ์ทั่วไปในอนาคต ด้วยคุณลักษณะพิเศษของเทคโนโลยีที่พิมพ์วัสดุออกมาตามความต้องการของผู้ออกแบบ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ระยะเวลานานในการผลิตและการขนส่ง จึงส่งผลให้กระบวนการพิมพ์แบบสามมิตินี้มีความสำคัญต่อหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการศึกษา การแพทย์ ออกแบบและสถาปัตยกรรม ซึ่งประเทศไทยสามารถนำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้และพัฒนาให้เข้ากับความต้องการของประเทศได้ในอนาคต

ด้านนายพาโชค พิมเลขา กรรมการผู้จัดการบริษัทโชค อินเตอร์เทค จำกัด ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีผลงานการพัฒนาเครื่องพิมพ์สามมิติเป็นของตนเอง หลังจากคว้ารางวัลรองชนะเลิศ จากโครงการเถ้าแก่น้อยเทคโนโลยี บอกว่า หลังจากพัฒนา “อินโนพรินเตอร์” เครื่องพิมพ์สามมิติเข้าประกวดและได้รับรางวัล ได้มีการต่อยอดพัฒนารุ่นอื่น ๆ อีกหลายรุ่น พร้อมกับจัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อรับจ้างผลิต

ทั้งนี้เครื่องที่พัฒนาขึ้นสามารถที่จะสร้างชิ้นงานต้นแบบได้ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ โดยการใช้วัสดุจากพลาสติกที่ผลิตจากธรรมชาติ วิธีพิมพ์ชิ้นงานใช้วิธีการฉีดเส้นพลาสติกทับเป็นชั้น ๆ ทำให้เกิดชิ้นงานที่มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ ตามต้องการ

ส่วนโปรแกรมในการพิมพ์ชิ้นงาน ก็สามารถปรับเปลี่ยนความละเอียดต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับรูปแบบของชิ้นงานที่ต้องการพิมพ์ ช่วยแก้ปัญหาชิ้นงานที่สร้างโดยวิธีการซับซ้อน ลดเวลาการทำงานกับเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ ที่สำคัญเครื่องฝีมือคนไทย ราคาถูกกว่านำเข้ามาก
พาโชค บอกอีกว่า ปัจจุบันเครื่องพิมพ์สามมิติกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ดังนั้นหากจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้ในประเทศไทยต้องเร็ว เพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับแบรนด์ใหญ่ในตลาดเครื่องพิมพ์ ซึ่งคาดว่าจะมีการผลิตสำหรับลูกค้าทั่วไปในเร็ว ๆ นี้

สำหรับโครงการ Enjoy Science: Let’s Print the World เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 8 มิถุนายน 2558 ผู้สนใจสามารถส่งร่างการออกแบบภาพสามมิติ ซึ่งรายละเอียดและกติกาการเข้าแข่งขัน ดูเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก Enjoy Science: Let’s Print the World

รางวัลของงานนี้ นอกจากได้ความรู้เพิ่มเติมและได้ชุดเครื่องพิมพ์แบบสามมิติ พร้อมอุปกรณ์แล้ว ยังจะได้ไปเปิดโลกทัศน์ จากนักประดิษฐ์และนักออกแบบระดับโลกที่งาน Maker Faire ที่ประเทศเยอรมนี

ส่งด่วน ...ผลงานไม่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง เพราะผู้บริหารบริษัท เชฟรอน บอกว่า มุ่งสร้างความสนใจและแรงบันดาล จึงไม่ได้มองหาผลงานที่มีความซับซ้อนทางด้านวิศวกรรมชั้นสูง แต่หวังว่าจะได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ และไอเดียที่น่าสนใจ

ซึ่งจะทำให้เยาวชนและคนที่สนใจด้านการออกแบบ เห็นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องสนุก จุดประกายให้เด็กรุ่นใหม่หันมาสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์เพิ่มมากขึ้นด้วย.

นาตยา คชินทร

กสทช.มอบตู้ TTRS ช่วยคนพิการติดต่อสื่อสาร

กสทช.ส่งมอบตู้ TTRS ให้โรงพยาบาลหนุนผู้พิการใช้ติดต่อสื่อสาร เดินหน้าเปิดให้บริการเพิ่มต่อเนื่อง

วันนี้( 7 พ.ค.) ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้ส่งมอบบริการถ่ายทอดการสื่อสารผ่านเครื่องบริการถ่ายทอดการสื่อสารสาธารณะ (ตู้ TTRS) สำหรับผู้พิการทางการได้ยิน เพื่อขยายการให้บริการกับประชาชนผู้พิการได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยมีพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้เกียรติเป็นประธาน



พลเอกสุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้ส่งมอบตู้บริการTTRS ให้แก่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เพื่อใช้สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินและผู้ที่บกพร่องทางการพูด โดยเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมติดต่อสื่อสารกับบุคคลทั่วไปได้ในรูปแบบวีดิโอการสนทนาผ่านล่ามภาษามือ การรับ-ส่งข้อความ ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ปัจจุบันตู้บริการ TTRS มีจำนวน 120 ตู้ทั่วประเทศ และเตรียมจะขยายไปอีก 60 ตู้ให้ครบ180 ตู้ ภายในปี 2559 เพื่อรองรับกับความต้องการที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในขณะเดียวกันยังเป็นไปตามแผนจัดให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO)ตามกฎหมายเช่นกัน.

ซีเอส ล็อกซอินโฟ มีกำไรไตรมาส 1/58 กว่า 82 ล้านบาท

ซีเอส ล็อกซอินโฟ มีกำไรสุทธิรวมในไตรมาส 1/2558 จำนวน 82 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.14 บาทต่อหุ้น

วันนี้ (7 พ.ค.) นายอนันต์ แก้วร่วมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีเอส ล็อกซอินโฟ เปิดเผยว่า บริษัท มีกำไรสุทธิจากงบการเงินรวม สำหรับไตรมาส 1/2558 เท่ากับ 82 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.14 บาทต่อหุ้น ลดลง 14 ล้านบาท หรือร้อยละ 15 จาก ไตรมาส 4/2557 (จำนวน 96 ล้านบาท) เนื่องจากกำไรที่ลดลงของธุรกิจการให้บริการข้อมูลด้วยเสียงทางโทรศัพท์และการให้บริการเสริมบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Voice Info Service & Mobile Content Business) ซึ่งลูกค้ามีการปรับพฤติกรรมเน้นการใช้เงินเพื่อการโทรศัพท์และลดค่าใช้จ่ายด้านบันเทิงผ่านสื่อโทรศัพท์มากขึ้น ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว จึงส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมสำหรับไตรมาสนี้ลดลง




ส่วนกำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะกิจการ (ธุรกิจไอซีที) สำหรับไตรมาส 1/2558 เท่ากับ 58 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.10 บาทต่อหุ้น ใกล้เคียงกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 1/2557) เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนจากการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์แห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับแผนงานในปี 2558 นั้น ทางบริษัทจะมุ่งเน้น ผลักดันการขายในกลุ่มสินค้าด้านไอซีที ที่ประกอบไปด้วย บริการด้านการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการด้านคลาว์ดคอมพิวเตอร์ บริการด้านศูนย์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตดาต้าเซนเตอร์ เป็นต้น นอกจากนั้น บริษัทได้เริ่มให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบเฉพาะพื้นที่ โดยในระยะแรกได้ทดลองให้บริการตามคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท (ประมาณ 50 คอนโดมิเนียม) ซึ่งหากได้รับผลตอบรับที่ดี บริษัทจะมีการขยายการลงทุนในด้านนี้เพิ่มขึ้น

หุ่นยนต์จิ๋วพลังช้าง

หุ่นยนต์นี้จะติดเซ็นเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เพื่อตรวจจับดูดควันไฟหากมีบ้านไฟไหม้ หุ่นยนต์จิ๋วก็จะตามไปเพื่อลากจูงผู้รอดชีวิตออกมาได้ หุ่นยนต์จิ๋วนี้สามารถเข้าไปทำงานในที่อับและคับแคบได้ดีในซากปรักหักพังของตัวตึก
ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา กำลังคิดสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วแต่มีพลังมหาศาล ซึ่งสามารถดึงลากจูงสิ่งของได้ขนาดมากกว่าน้ำหนักตัวเอง 2,000 เท่า มีพลังมหาศาล แถมเกาะติดกำแพงได้เหมือนจิ้งจกหุ่นยนต์มีขนาดจิ๋วเท่ากับรถเด็กเล่นของเด็กทารก เล็กกว่ากล่องไม้ขีดแต่มีแรงลากดึงมหาศาล และสามารถปีนกำแพงกระจกได้ด้วย




เดวิด คริสเตนเซ่น ซึ่งพัฒนาหุ่นยนต์จิ๋วเหมือนมดแต่พลังช้างนี้กล่าวว่า หุ่นยนต์จิ๋วที่สุดในโลก แต่สามารถทำงานและมีแรงลากขนาดสิ่งของที่มนุษย์เราใช้อยู่ปัจจุบันได้ดี โดยเดวิด คริสเตนเซ่นได้พัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้เพื่อให้มีความสมบูรณ์แบบร่วมกับอีเลียต ฮอว์ก ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อเมริกา

ขณะนี้ได้ทดลองใช้หุ่นยนต์จิ๋วนี้ทดลองทำงานโดยสามารถลากถ้วยกาแฟข้ามโต๊ะไปมา และสามารถลากของขึ้นปีนป่ายไปตามกำแพงบ้านได้ ซึ่งพัฒนาให้สามารถประยุกต์ใช้กับงานจริง ๆ ของมนุษย์ได้

หุ่นยนต์นี้จะติดเซ็นเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์เพื่อตรวจจับดูดควันไฟหากมีบ้านไฟไหม้ หุ่นยนต์จิ๋วก็จะตามไปเพื่อลากจูงผู้รอดชีวิตออกมาได้ หุ่นยนต์จิ๋วนี้สามารถเข้าไปทำงานในที่อับและคับแคบได้ดีในซากปรักหักพังของตัวตึก

แนวคิดของผู้พัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้ต้องการที่จะพัฒนาเป็นกองทัพหุ่นยนต์จิ๋วหลายตัวเพื่อทำงานเป็นกลุ่มร่วมกันเหมือนมดที่สามารถทำงานเป็นฝูง (Ant Colonies) และหุ่นยนต์จิ๋วนี้จะมีราคาประมาณ 20 ดอลลาร์ หรือ 600 กว่าบาทไทย ถ้าหากหล่นหายหรือชำรุดก็ไม่เป็นไรเพราะราคาไม่แพงและมีจำนวนมากที่สามารถทำงานทดแทนกันได้ ซึ่งในฝูงหนึ่งอาจจะมีหุ่นยนต์มดหลายร้อยตัว ถ้าหากตัวไหนชำรุดก็ทิ้งไป ซึ่งหุ่นยนต์นี้สามารถสร้างประกอบได้เพียงวันสองวันในห้องปฏิบัติการ

หุ่นยนต์ตัวนี้เรียกว่าตัวลากจูงจิ๋วบนพื้นดิน หนัก 12 กรัม และมีแรงลากจูงได้มากกว่าตัวเอง 2,000 เท่าหรือลากได้ 24 กิโลกรัม หุ่นยนต์ตัวจิ๋วสามารถลากจูงสิ่งของไปข้างหน้าได้ด้วยสองล้อหน้า และเมื่อวางบนพื้นผิวและผูกโยงกับสิ่งของก็จะสามารถลากวัตถุเคลื่อนไปได้สบาย ๆ โดยที่พื้นเท้าของหุ่นยนต์เป็นตะปุ่มตะป่ำคล้ายตีนตุ๊กแกสามารถยึดติดและเกาะกับพื้นหรือแนวกำแพงได้อย่างเหนียวแน่นเหมือนจิ้งจก

ซึ่งหลังจากการพัฒนาหุ่นยนต์ตัวนี้เสร็จก็จะนำออกแสดงที่การประชุมนานาชาติที่ซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ซึ่งทางเดวิด คริสเตนเซ่น บอกว่าหุ่นยนต์จิ๋วจะสามารถทำอะไรมหัศจรรย์หลายอย่างได้เหมือนมด ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาสร้างโปรแกรมการทำงานให้เหมือนฝูงมด ซึ่งสามารถทำงานเป็นทีมได้ เมื่อเทียบกับมดแล้วสามารถมีพลังงานลากจูงได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองถึง 5,000 เท่า

ที่เขียนมานี้ผมว่านักวิจัยไทยทำได้อยู่แล้ว ก็ลองดูสิครับ มหาวิทยาลัยที่เก่งด้านหุ่นยนต์มีมากในไทยไม่น้อยหน้าใครหรอก.

รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล

อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด

ก.ไอซีที เร่งวางยุทธศาสตร์พัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต

กระทรวงไอซีที เดินหน้าพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อการพัฒนาสังคมดิจิตอลให้พร้อมดูแลคนทุกกลุ่มในประเทศ
วันนี้ (7 พ.ค.) นายพรชัย รุจิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรีที่ให้มีการจัดตั้งคณะเตรียมการด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) 1 ชุดนั้น คณะทำงานฯ ได้ปฏิบัติงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และได้มีการประชุมคณะทำงานฯ เมื่อเดือนเมษายน 2558 เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต กำหนดกรอบการดำเนินงาน และแบ่งกลุ่มเป้าหมายของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของทั้งประเทศ โดยได้มีการกำหนดแผนการทำงานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว




สำหรับแผนระยะสั้นมี 3 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการ ICT เพื่อการเรียนรู้สำหรับโรงเรียนชายขอบ โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะนำไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงชุมชนชายขอบ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีระบบพื้นฐานรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านอีเลิร์นนิ่ง 2. โครงการพัฒนาระบบสื่อการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการบูรณาการโครงการที่เกี่ยวข้องระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ โครงการระบบสื่อสาระออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ทางไกลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย.58 ของ สวทช.

โครงการพัฒนาระบบการเรียนการสอนออนไลน์ระบบเปิดสำหรับมหาชน (Thai-MOOC) ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และโครงการคลังความรู้ดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของกระทรวงศึกษาธิการ และ 3. โครงการพัฒนาศักยภาพด้านการเขียนสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้ โดย สวทช. ซึ่งเน้นพัฒนาศักยภาพด้านการเขียนสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการเรียนรู้โดยการใช้ซอฟต์แวร์ช่วยการเขียน

ส่วนแผนระยะยาวนั้น อยู่ระหว่างเร่งศึกษาและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานภาพ ปัญหาความต้องการด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต และความคาดหวังในการพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ หรือภาคประชาชน จากนั้นจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อบูรณาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทยในระยะยาว ที่มีความครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเชิงพื้นที่ หรือเชิงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อการพัฒนาสังคมดิจิตอลให้พร้อมดูแลคนทุกกลุ่มในประเทศที่ปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว

Copyright © 2014 News Girl