แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคโนโลยี แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ธุรกิจก๊าซหุงต้ม ๒

  ตอนที่แล้วได้เกริ่นนำเรื่องธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นธุรกิจที่ใหญ่ระดับ 6-7 หมื่นล้านบาท ก็อยากจะแบ่งออกตามตลาด

ง่ายๆ เป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ
             -กลุ่มครัวเรือนซึ่งมีตลาดใหญ่ที่สุด ประมาณ 60%
             -กลุ่มรถยนต์เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่รองลงมาน่าจะมีส่วนแบ่งการตลาด 25-30%   
            
 -และกลุ่มอุตสาหกรรมประมาณ 10-15%
       ทั้ง 3 ตลาดยังมีอัตราการขยายตัวทุกๆปี  ทั้งนี้การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวของของครัวเรือน  และที่สำคัญคือราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ราคาสูงขึ้น และจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่ราคาของก๊าซหุงต้มถูกควบคุมไว้ไม่ให้ราคาขึ้น โยรัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันเป็นตัวช่วยในการชดเชย    ในสมัยราคาน้ำมันเบนซินราคา 10-15 บาท ประเทศไทยมีก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้ในประเทศมาเป็นสินค้าส่งออก เนื่องจากอุปทานหรือการผลิตมีมากกวาอุปสงค์หรือความต้องการ  แต่เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นมาระดับ 20-30 บาท ทำให้ก๊าซหุงต้มได้รับความนิยมมากขึ้น
ทั้งในรถยนต์ และภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นพลังงานที่ดีและราคาถูก 

       ทั้ง 3 ตลาดที่พูดถึง  ราคาขายปลีก ทางด้านตลาดรถยนต์ขายได้ราคาสูงสุดคือ กิโลกรัมละ 21-22 บาท (10.50-11.50 บาทต่อลิตร: 1 กิโลกรัม=1.9 ลิตร)  ดังนั้นตลาดนี้เป็นตลาดที่สามารถทำกำไรได้สูง เพราะผู้บริโภคสมัครใจ  

เนื่องจากได้ราคาที่ถูกกว่าราคาน้ำมัน  บางท่านมองว่าคนที่ใช้รถยนต์แล้วเติมน้ำมัน เป็นผู้ช่วยเหลือให้คนที่ใช้รถยนต์ LPG ได้ราคาถูก ซึ่งแต่เดิมก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะรถยนต์ที่ใช้ก๊าซ LPG คือรถยนต์สาธารณะคือ Taxi ซึ่งก็ทำให้ประชาชนทั่วไปได้รับประโยชน์จากราคาค่าโดยสารต่ำ แต่ปัจจุบันผู้ใช้รถยนต์ LPG เป็นคนทั่วๆไปที่ต้องการประหยัด   อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ค้าปั้มก๊าซ LPG ก็จะมีความเสี่ยงทางด้านการลงทุนที่สูง 



       รองลงมาคือตลาดค้าปลีก คือร้านค้าก๊าซหุงต้ม  ที่ถูกให้กำหนดขายที่ประมาณ 19-20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถ้าถัง 15 กิโลกรัมก็ประมาณ 290 บาท  บางรายก็มีค่าส่ง 10-20 บาทต่อถัง   อย่างไรก็ตามกลุ่มนี้การลงทุนไม่สูงมาก  แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เป็นสัดส่วนสูง เพราะต้องขนถังเปล่าไปบรรจุที่โรงบรรจุก๊าซ  และต้องขนส่งไปถึงผู้
บริโภคที่อยู่กระจายตามพื้นที่ต่างๆ   การขายจะถูกจำกัดโดยพื้นที่และแรงงานในการจัดส่ง กลุ่มค้าร้านก๊าซส่วนใหญ่จะทำเป็นลักษณะครอบครัว คล้ายๆกับธุรกิจโชห่วยในอดีต  คือยังไม่มีการพัฒนาให้เป็นมาตรฐานสากล  ดังนั้นร้านค้าแต่ละแห่งจะมีข้อจำกัดในการทำธุรกิจ คือขยายตัวได้ไม่มาก พัฒนาน้อย และไม่เป็นระบบ

      ดังนั้นเราจะเห็นร้านค้าก๊าซ เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างอันตรายในสายตาประชาชนทั่วไป  เพราะการพัฒนาที่ต่ำ ร้านไม่สดใส เป็นระเบียบ ทั้งพนักงาน รถจักรยนยนต์ ก็ไม่เป็นมาตรฐานที่ดีถ้าเทียบกับธุรกิจอื่นๆที่มีการพัฒนารูปแบบสู่ความเป็นสากล  ถ้าเทียบธุรกิจโชห่วยแล้วยังมีการพัฒนาเป็นร้านค้าสะดวกซื้อที่ทันสมัย มีระบบ วางสินค้าอย่างเป็นระเบียบ มีมาตรฐานราคา ติดแอร์เย็นช่ำ ยอดขายแต่ละร้านก็น่าจะเพิ่มจากเดิมที่เป็นโชห่วย  มีแต่คนอยากเป็นเจ้าของ  และที่สำคัญเจ้าของร้านเองก็ไม่ต้องมาทำงานหนัก  มีพนักงงานที่ทำงานได้ เจ้าของเองเลยเป็นลักษณะนักลงทุน มองหาโอกาส และทำเลที่จะเปิดต่อร้านเพิ่ม

         ถ้าเทียบกับร้านค้าก๊าซถือได้ว่ายังไม่พัฒนา เห็นมากี่สิบปี ก็ยังเหมือนเดิม……เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะอะไรที่ยังไม่เปลี่ยน….จะอยู่รอดได้อย่างไร……และถ้าเปลี่ยน..จะเปลี่ยนอย่างไร…..ถ้าเปลี่ยนจะดีขึ้นไหม?   และที่สำคัญสุด…..ผู้บริโภคจะได้รับอะไรที่ดีขึ้น  ซึ่งในตอนต่อๆไปจะมาจินตนาการให้ฟังว่า  เราจะเปลี่ยนรกิจนี้ให้น่าสนใจอย่างไร?…

          สำหรับตลาดกลุ่มอุตสาหกรรม ก็เป็นกลุ่มที่น่าสนใจเพราะเป็นตลาดน้อยราย  ดังนั้นแต่ละรายก็จะสร้างยอดขายได้สูง  โดยทั่วไปก็จะเป็นตลาดของพวกผู้ค้า มาตรา 7 ที่มีขนาดใหญ่เป็นเจ้าของแบรนด์   มีเงินลงทุนสง มีคลังจัดเก็บของตัวเอง  เช่น ปตท. เวิลด์ก๊าซ สยามแก๊ส ยูนิค  เพราะกลุ่มดังกล่าวสามารถนำเข้าและส่งออก LPG ได้ถูกต้องตามกฎหมาย    แต่ถ้าสามารถที่จข้าไปมีส่วนร่วมก็น่าจะเป็นธุรกิจทางด้านขนส่ง  เนื่องจาก ผู้ค้าเองอยากจะ Outsourcing ต้นทุนการขนส่ง และความเสี่ยงต่างๆ และการลงทุนออกไป

           สำหรับธุรกิจก๊าซหุงต้มเอง ในแง่มุมของผู้ประกอบการทั่วๆไป ก็น่าจะมี 2 กลุ่มแรก คือ ธุรกิจปั้ม LPG   และ ธุรกิจร้านค้าก๊าซ  เพราะทั้งสองกลุ่มดังกล่าว  ก็จะมีความน่าสนใจแตกต่างกันไป  มีศักยภาพในการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่แตกต่างกัน


ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.citigaz.net/?p=125

ธุรกิจก๊าซหุงต้ม ๓

จาก 2 ตอนที่แล้ว ได้กล่าวไปว่า ธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นอย่างไรบ้างในเบื้องต้น  อ่านไป 2 ตอนคงจะจับประเด็นได้ว่า ลักษณะทางธุรกิจก๊าซหุงต้ม มีคุณลักษณะดังนี้
     
 1.Basic Need: ธุรกิจก๊าซหุงต้ม เป็นธุรกิจที่มีตลาดความต้องการและความจำเป็นที่เป็นพื้นฐาน สามารถขายได้โดยไม่ต้องอธิบาย ชี้ชวนให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ  เป็นสินค้าที่ตัวมันเองขายได้อยู่แล้ว  …แต่ข้อสำคัญ ผู้ซื้อมีความต้องการจะซื้ออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะเลือกซื้อที่ไหนเท่านั้น  ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่ขายได้ง่าย เป็นสินค้าจำเป็นต้องใช้ในทุกครัวเรือน
       
  2.Fragment Market : ธุรกิจก๊าซหุงต้ม ไม่ว่าเป็น ปั๊มแก๊ส หรือ ร้านค้าก๊าซหุงต้ม จะเป็นตลาดที่ไม่มีผู้ประกอบการที่โดดเด่น ไม่มีผู้ประกอบการรายไหนที่ใหญ่ มีสัดส่วนการตลาดได้มาก  เป็นตลาดที่กระจาย (Fragmentation)  ผู้บริโภคไม่สามารถจดจำชื่อร้านใดร้านหนึ่งได้เป็นพิเศษ  เพราะโครงสร้างการตลาดเป็นไปตามธรรมชาติเกินไป  ไม่มีมาตราฐานใดๆที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับรู้ แต่ละร้านไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย หลากหลายรูปแบบเกินไป
      
 3.Business Redesign : จากโครงสร้างตลาดที่กระจัดกระจาย ไม่มีรูปแบบชัดเจน ถือว่า เป็นโอกาสทางการตลาดที่ดีอย่างยิ่งที่หลงเหลืออยู่  ถ้ารู้จักเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งจะพูดต่อไปในตอนอื่นๆ
       
 4.Volume make Profit:  ธุรกิจนี้มีโครงสร้างเรื่องราคาที่ถูกกำหนดโดยทางการ เป็นสินค้าถูกควบคุมราคา ซึ่งจะเป็นทั้งข้อดีข้อเสียคือ  ข้อดีคือ การตัดราคา หรือ การเล่นส่งครามราคาไม่รุนแรง ทุกที่จะขายใกล้เคียงกัน   ข้อเสีย คือ ขายกำไรมากกว่าคนอื่นๆไม่ได้ คือถ้าอยากกำไรมาก ก็ต้องขยันขายให้ได้มากๆ  ซึ่งใครสนใจธุรกิจนี้…ต้องเข้าใจในจุดนี้ให้ดี ว่าทำอย่างไรที่เราจะขายได้มากๆ



       5.Service Business: ดังนั้นธุรกิจนี้กลายเป็นธุรกิจบริการ มากกว่าธุรกิจขายสินค้า ผู้ที่จะอยู่ในธุรกิจนี้ได้ ต้องเป็นผู้ให้การบริการที่ดี สรุปธุรกิจนี้คือธุรกิจบริการ (Service Business)
6.ข้อสุดท้ายคือธุรกิจนี้ มีตลาดที่ใหญ่ระดับหนึ่งคือ 6-7 หมื่นล้านต่อปี  มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี  และที่สำคัญผู้ค้าปลีกมีกำไรเบื้องต้น 25-35% แล้วแต่ว่าจะจับลูกค้ากลุ่มไหน
       ถ้าพิจารณาดูก็พอบอกได้ว่า ใครอยู่ในธุรกิจนี้ถ้าไม่ขี้เกียจ เหลวไหล ก็น่าจะอยู่รอดแบบมีกินมีใช้  แต่ถ้าตั้งใจ ขยันดูแล ก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้ หรือเป็นเศรษฐีน้อยได้ 
แต่ถ้าคิดการใหญ่ ใจถึง มุ่งมั่น ก็จะเป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง เป็นบริษัทห่านทองคำ ได้ ทั้งนี้ถ้าเราเห็นว่า

     -ธุรกิจร้านขายเครื่องเขียน สามารถพัฒนามาเป็น Office Mate ได้ 
     -ธุรกิจร้าน โชว่ห่วย สามารถพัฒนามาเป็นร้าน 7-11 ได้ 
     -ธุรกิจร้านขายหนังสือ สามารถพัฒนามาเป็น Se-ed ได้
     -ธุรกิจร้านกาแฟ สามารถพัฒนามาเป็น บ้านไร่กาแฟ ได้
    -ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สามารถพัฒนามาเป็น บุญถาวร ได้
    -ฯลฯ
          ดังนั้นธุรกิจร้านค้าก๊าซ ก็สามารถมาพัฒนาเป็น Super Gas  หรือ HomeGas หรือ ชื่ออะไรก็ได้  เพียงแต่ธุรกิจนี้เป็นตัวแทนการให้บริการส่งก๊าซตามบ้านทุกๆบ้านในกรุงเทพและปริมณฑล   เป็นธุรกิจที่เมื่อใครอยากได้ก๊าซหุงต้มก็เลือกใช้บริการนี้…..

         ถ้าเราสามารถทำได้ว่า ทุกครอบครัวในกรุงเทพเลือกใช้บริการจาก Super Gas / Home Gas เมื่อใดก็ตามที่ก๊าซหุงต้มในบ้านหมด  เป็นชื่อที่ทุกคนจำได้ .เป็นชื่อที่ทุกคนเลือกใช้ ก็แสดงว่า ธุรกิจนี้ หรือองค์กรนี้จะต้องส่งก๊าซวันละ หมื่นๆถังต่อวัน  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นงานใหญ่พอสมควร ถ้าเป็นจริง 

          ผมจะหยุดความคิดดังกล่าวไว้ก่อน เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องคุยกันอีกนาน  แต่ที่จะสรุปก็คือ ถ้าเรามองว่าธุรกิจก๊าซหุงต้มเป็นธุรกิจครอบครัว  ก็จะเป็นธุรกิจที่ต้อง ขยัน อดทน และจะมีรายได้พอสมควร พอเลี้ยงครอบครัว ไม่เดือดร้อนมาก

          แต่ถ้าเราคิดว่า เราน่าจะเปลี่ยนรูปแบบเดิมๆ ให้เป็นธุรกิจที่น่าสนใจ  ผมคิดว่าธุรกิจก๊าซหุงต้มก็เป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากๆ ธุรกิจหนึ่ง  ที่ยังไม่ได้ถูกพัฒนา ความน่าสนใจของธุรกิจ (Industry Attractiveness) มีคะแนสูงพอสมควร

         ถ้านักปราชญ์ เปรียบเปรยว่า ถ้าจะตกปลาก็ต้องตกปลาในบ่อที่มีปลาจำนวนมาก จึงจะมีโอกาสสำเร็จ  เพราะถ้าไม่เลือกบ่อปลา และไปตกปลาในบ่อที่ไม่มีปลาหรือปลาน้อย โอกาสความสำเร็จจะน้อยมาก และเสียเวลาที่ผ่านไป

          ผมกำลังจะบอกว่า คนที่อยากทำธุรกิจนี้ กำลังเลือกบ่อปลาที่ถูกต้องแล้ว  เพราะบ่อปลานี้มีปลาอุดมสมบูรณ์  มีปลาว่ายเต็มบ่อ และต้องการอาหารทุกวัน  

           ที่สำคัญบ่อปลานี้ปลาไม่มีวันหมด  มีปลาให้เป็นอาหารทุกวัน   เราสามารถตกปลามาเป็นอาหารเลี้ยงดูครอบครัวได้ทุกวัน ถ้าขยันตกปลามากเท่าไรก็จะได้ปลาจำนวนมากเท่านั้น   เพียงแต่ว่า บ่อปลานี้ เราไม่สามารถที่จะใช้เครื่องมืออื่นๆ แห อวน มาจับปลาได้ทีละมากๆ ต้องใช้วิธีตกปลา ให้ปลากินเบ็ดทีละตัว ทีละตัวเท่านั้น   ถ้าอยากให้ได้ปลาเยอะๆ ก็ต้องหาคนมาช่วยตกปลา เยอะๆ เท่านั้น   นับว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับธุรกิจ  คือ ธุรกิจนี้ไม่ปล่อยให้นายทุน ที่คิดว่าฉันมีเงินมาก ฉันสามารถที่จะซื้อเครื่องมือ ซื้อเรือ ซื้อเรดาร์ มาจับปลาให้ได้มากๆได้    เพราะ ธุรกิจก๊าหุงต้ม เป็นธุรกิจที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีใครไปรับถังก๊าซเองที่ร้าน ถึงแม้ว่าจะร่ำรวย มีลูกน้องมากมาย ก็ต้องอาศัยให้ร้านค้าเป็นผู้จัดส่งให้เป็นธุรกิจ ที่ต้องมีปัจจัยการจัดส่ง….งานจึงจะสำเร็จ  เป็นธุรกิจที่มีความต้องการที่ต้องพอดีกับความต้องการใช้  จะซื้อมาเก็บทีละมากๆก็ไม่ได้   เป็นธุรกิจที่…ส่งได้ทีละถัง ในแต่ละบ้าน กระจายกันไปไม่แน่นอนในแต่ละวัน

ไม่แน่นอนในแต่ละ..พื้นที่

ไม่แน่นอนในแต่ละ…เวลา

         ปัจจัยเหล่านี้ เป็นสาเหตุหลัก…ที่ทำให้เราเห็นว่าทำไมธุรกิจนี้จึงไม่มีการพัฒนาขึ้นมา เห็นเมื่อ 40 ปีอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่มีการบริการอะไรที่ดีขึ้น  เป็นธุรกิจต่างคนต่างทำ   ทำมากก็ไม่ได้เพราะมีข้อจำกัดของตลาด


ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.citigaz.net/?p=252

http://shoppingonline2016.blogspot.com/2015/05/blog-post_96.html

ชีวิตของผู้ค้าก๊าซหุงต้ม.

ใน 3 ดอนแรก ผมได้เล่าเรื่องทั่วๆไปเกี่ยวกับภาพใหญ่ๆของธุรกิจก๊าซหุงต้มไประดับหนึ่ง ถ้าติดตามอ่านดูก็พอจะเข้าใจภาพกว้างๆของธุรกิจนี้…

ที่จริงยังมีอะไรที่เป็นรายละเอียดอีกมาก  แต่ก็สรุปเป็นอย่างที่เล่ามาเบื้องต้นก่อน

สำหรับในตอนนี้จะเล่าชีวิตของผู้ค้าก๊าซหุงต้ม  ผู้ที่ประกอบการค้าก๊าซหุงต้มนั้น  เป็นผู้ที่ต้องอดทน ขยัน และต้องรอให้บริการลูกค้าตลอดที่ร้านเปิด  เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างกระทันหัน  ไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการสั่งเมื่อไร  ดังนั้นจะต้องค่อยเฝ้าร้านอยู่ตลอดพอสมควร..

เท่าที่ผมเห็นวิถีชีวิตของผู้ค้าในแต่ละวัน ก็จะตื่นแต่เช้า เพื่อทำการนำถังเปล่าบรรทุกรถปิกอัพ กระบะ 4-6 ล้อ ไปรอเข้าคิวในการนำถังเปล่าไปบรรจุน้ำก๊าซที่โรงบรรจุ  บางคนก็จะมีลูกน้องทำหน้าที่นี้แทน  แต่บางคนก็ไม่ไว้ใจลูกน้อง ก็ไปเอง  โรงบรรจุโดยส่วนใหญ่ก็จะเร่ิมเปิดดำเนินการตั้งแต่ ตี 5   ดังนั้นร้านค้าก๊าซไหนที่ขยันอาจจะเริ่มเดินทางไปโรงบรรจุตั้งแต่ตี 4 กว่า เพราะอยากจะได้คิวแรกๆในการบรรจุ   ซึ่งตรงกับสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่บางท่านพูดไว้ว่า ” ผู้ที่ตื่นแต่เช้ามืด อย่างไรก็ไม่มีวันจน…”

การซื้อขายโดยส่วนใหญ่ก็ซื้อขายเงินสด  เพราะการซื้อก๊าซจาก มาตรา 7 ก็จะต้องซื้อเงินสด ดังนั้นโรงบรรจุเองก็ต้องการเงินสดเพื่อนำไปซื้อก๊าซจาก ผู้ค้ามาตรา 7 (ซึ่งได้แก่  ปตท. สยามแก๊ส  ยูนิคแก๊ส ปิคนิค เวิลด์แก๊ส)





โรงบรรจุก๊าซหุงต้มเอง ก็เสมือนปั้มน้ำมัน คือบรรจุน้ำก๊าซลงถัง  ให้แก่ลูกค้าที่เป็นร้านค้าก๊าซซึ่งจะนำถังเปล่ามาบรรจุ  โดยส่วนใหญ่ก็จะนำมาบรรจุทุกวัน วันละ 20-100 ใบ แล้วแต่ว่าร้านไหนขายดี  ในแต่ละวันโรงบรรจุก็จะบรรจุก๊าซให้กับร้านค้าพูดกันเป็นสิบๆตัน  ถ้าโรงบรรจุที่กรุงเทพและปริมณทล  ก็จะประมาณ 20-100 ตันต่อวัน

ดังนั้นโรงบรรจุที่มีลูกค้ามากๆก็จะมียอดบรรจุ 2000 ตันต่อเดือนขึ้นไป  ก็จะทำงานกันตลอดทั้งวัน  พนักงานบรรจุก็จะแบ่งเป็น 2-3 กะ  เพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน ประหยัดค่าจ้างนอกเวลา  ดูแล้วงานจะยุ่งวุ่นวายทั้งวัน  เพราะจะต้องอัดบรรจุลงถังประมาณ 2000-3000 ถังต่อวัน

ร้านค้าก๊าซหุงต้ม จะใช้เวลาพอสมควรในการบรรจุก๊าซที่โรงบรรจุก๊าซ  การใช้เวลาในการนำถังเปล่ามาบรรจุที่โรงบรรจุก๊าซ อาจเสียเวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง  ดังนั้นบางร้านก็จะมาตอนสายๆ  ตอนเช้าจะทำการส่งก๊าซให้แม่ค้าในตลาด ส่งก๊าซไปตามบ้าน  เพราะช่วงเช้าถือว่าเป็นช่วงขายดีช่วงหนึ่งของผู้ขายก๊าซหุงต้ม  

หลังจากนำถังเปล่าไปบรรจุก๊าซที่โรงบรรจุกลับมาที่ร้าน ก็ทำการจัดส่งก๊าซตามคำสั่งซื้อของลูกค้า  โดยส่วนใหญ่เราก็จะเห็นเอาถังก๊าซ 15 กก. บรรทุกทีละ 3 ถังใส่ท้ายมอเตอร์ไซค์ไปส่ง ก็ร่วม 100 กก. เพราะนำหนักถังก็จะหนักประมาณ 17-18 กก.  ทำการจัดส่งตลอดทั้งวัน  ถ้าร้านไหนขายดีก็จะจัดส่งอยู่ประมาณ 100 ถังขึ้นไป

โดยปรกติเราก็จะแบ่งลูกค้าร้านค้าเป็น 3 กลุ่ม ตามจำนวนยอดขายคือ

กลุ่มร้านค้าที่มียอด 100 ตันต่อเดือนขึ้นไป คือกลุ่มร้านค้าที่มีการส่งก๊าซวันละ 100 ถังขึ้นไป  อาจจะถึง  300 ถัง ซึ่งถือว่ามียอดขายที่ค่อนข้างดี  ร้านกลุ่มนี้จะมีจำนวนไม่มาก และส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้มานาน  จะมียอดขายต่อเดือน ประมาณ 2-3 ล้านบาท

กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มกลาง เป็นกลุ่มที่มียอดขายประมาณ 30-50 ตัน ต่อเดือน หรือประมาณ 50-80 ถังต่อวัน ร้านค้ากลุ่มนี้จะมีมากพอสมควร ถือได้ว่าเป็นร้านมาตราฐาน ที่ควรจะทำได้สำหรับผู้ที่จะต้องทำธุรกิจนี้  เพราะเป็นจุดที่เหมาะสมระดับหนึ่ง คือจะมียอดขายประมาณ 7 แสน-1 ล้านต้นๆ ต่อเดือน

กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่มียอดขายประมาณ 10-20 ตันต่อเดือน หรือวันละ 20-40 ถังต่อวัน กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นร้านค้าก๊าซโดยตรง อาจจะเป็นร้านขายโช่วห่วย ร้านขายข้าวสาร ขายเตาก๊าซ จึงมียอดขายไม่สูง  หรืออาจจะเป็นร้านค้าก๊าซ แต่ไม่มีวินัยในตัวเอง ไม่รักษาลูกค้า บริการไม่ดี ไม่จัดส่งตรงตามเวลา  บางร้านอาจเป็นประเภททุนน้อย  รายได้ไม่ค่อยจะเพียงพอเลี้ยงร้านได้ การพัฒนาปรับปรุงคุณภาพต่างๆจะด้อย   กลุ่มร้านค้าดังกล่าวจะมีมากพอสมควร  จะเป็นกลุ่มที่มีทั้งลดราคา และบางครั้งก็เอาเปรียบลูกค้าเกินควร

ทั้ง 3 กลุ่มนี้โดยลักษณะทั่วไป จะไมมาตรฐาน ความแตกต่างของรูปแบบไม่โดดเด่นตือคล้ายๆกัน   ดังนั้นจะมีลูกค้าเฉพาะของตนเองในละแวกใกล้ร้าน   วิธีทำการตลาดคือให้ลูกค้าโทรสั่ง หรือจดจำเบอร์โทรของร้านให้ง่ายที่สุด

วิธีที่เห็นบ่อยมากที่สุดคือจะใช้สติกเกอร์ บอกเบอร์โทรร้าน ชื่อร้าน เพื่อให้ลูกค้าเห็นเมื่อถังก๊าซหมด  ซึ่งเป็นวิธีที่ดีและได้ผลดีที่สุด  อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะสร้างลูกค้าใหม่ๆยังไม่มี  นอกจากนี้อาจจะมีการแจกใบปลิวไปตามบ้าน   

วิถีชีวิต ของร้านค้าทั้งหมดที่เห็นทั้ง 3 กลุ่มจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า ที่ต้องติดดินมากๆ คือทั้งขายทั้งส่งเอง  ดังนั้นจะเห็นพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้ เป็นคนรุ่นเก๋า  ใช้ความขยัน อดทน ตลอดทั้งวัน 

ที่สำคัญคนรุ่นใหม่ๆ มีการศึกษาดี จะไม่อยากทำธุรกิจประเภทนี้  เพราะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ใช้แต่แรงงาน  ไม่ต้องใช้ความรู้มากมาย สินค้ามันขายตัวมันเองได้  ลูกค้าก็ไม่ต้องการอะไรมาก เพียงแต่ขอให้เอาของมาส่ง ติดตั้งให้ แล้วก็เก็บเงิน จากนั้นก็อยากให้ขนส่งก๊าซออกจากบ้านไปให้เร็ว  เพราะไม่ค่อยจะไว้ใจ

ผู้ค้าก๊าซหุงต้มเองก็ยังเป็นเหมือนธุรกิจแบบเก่า ที่คนในครอบครัวทำกันเอง หรือมีลูกน้องที่เป็นผู้ใช้แรงงานมาช่วย ดังนั้นธุรกิจนี้จะไม่ยั่งยืน  เพราะ

1. การเติบโตจะต่ำ  ไม่ได้มาจากอุตสากรรมไม่ดี ไม่น่าสนใจ แต่เนื่องจากไม่มีการพัฒนาระบบของธุรกิจ  ไม่มีระบบการจัดการควบคุม

2. ข้อจำกัดทางด้านระบบ ระบบการจัดการ ระบบบัญชี และการขยายร้าน ทำให้สภาพของธุรกิจของผู้ประกอบการมีขนาดธุรกิจไม่ใหญ่

3. สภาพธุรกิจที่เป็นธุรกิจขายปลีก ขายปลีกมากๆ ลูกค้า 1 คนจะใช้ 1 ถังต่อครั้งเท่านั้น  ดังนั้นจะไม่สามารถขายส่งได้   กำไรก็ถูกจำกัดให้ต่ำ  ต้องทำงานทุกวัน  ต้องค่อยขายทีละถังๆ  แทบจะพูดได้ว่า ถังทุกใบต้องถูกยก ต้องถูกซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ และต้องกูกแบกไปติดตั้งในแต่ละที่     โอกาสขายทีละมากๆจะไม่มี

4. ธุรกิจมีลักษณะ ยอดขายมาก กำไรต่ำ ดังนั้นต้องระมัดระวังในการเก็บเงิน ถ้าหากเก็บเงินตกหล่น รั่วไหล ก็จะทำให้เกิดทุนหาย กำไรหด ง่ายๆ

ดังนั้นเราจะเห็นพ่อค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างจะตระหนี่  ระมัดระวัง กลัวของหาย เล็กๆน้อยๆก็คิดเงิน เพราะเนื่องจากธุรกิจมีกำไรไม่สูง แต่ต้นทุนสูง

โดยสรุป ผู้ค้าก๊าซหุงต้ม ต้องเป็นผู้ที่ขยัน อดทน ตรงต่อหน้าที่ และต้องอดออม….เป็นอาชีพที่ค่อนข้างการใช้แรงงาน งานไม่หรูหรา เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีการเรียนรู้อะไรใหม่ๆในธุรกิจมากนัก  ชีวิตจึงไม่ท้าทาย

แต่อย่างไรก็ตาม…ถ้าสตาร์บัค (STARBUCK) คิดว่าธุรกิจกาแฟคือ ธุรกิจเล็กๆ ที่คอยจัดการกับร้าน ทำความสะอาดโต๊ะ ทำงานแต่ละวันที่เหมือนๆกัน ช้ำชากจำเจ ไม่สามารถขยายเป็นธุรกิจให้ยิ่งใหญ่ มากกว่า  1 ร้านได้   เราก็คงไม่ได้ลิ้มรสกาแฟที่กลายเป็นวิถีชีวิตของคนเกือบทั่วทุกมุมโลก ธุรกิจกาแฟที่เกิดขึ้นมาเป็นร้อยๆปี  ไม่มีใครสามารถจับมาทำให้เป็นธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล  แต่สตาร์บัคทำได้…..

ธุรกิจก๊าซหุงต้มจะเป็นธุรกิจ….ที่ยิงใหญ่ได้หรือไม่? เป็นคำถามที่น่าสนใจ และน่าฉงนไม่น้อย….

ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.citigaz.net/?p=272

เปรียบเทียบราคา LPG ในประเทศอาเซียน

          ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ปธบ. แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการปรับขึ้นราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือน วันที่ 1 ก.ย.ศกนี้ว่า การปรับราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนครั้งนี้ เป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน ปตท. เป็นเพียงผู้ปฎิบัติตามนโยบายเท่านั้น ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาแอลพีจีจะเป็นการช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในปัจจุบัน โครงสร้างราคาแอลพีจีของประเทศไทย ภาครัฐได้ควบคุมราคาต้นทุนแอลพีจีสำหรับภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม และขนส่งไว้เท่ากับ 333 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือ 10.20 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกสำหรับภาคครัวเรือนอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม ภาคขนส่ง 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ภาคอุตสาหกรรม 30.13 บาทต่อกก. ส่วนภาคปิโตรเคมีจะผันแปรตามราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายในตลาดโลก ซึ่งปีที่แล้วราคาขายเฉลี่ย 24 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ราคา 16-17 บาทต่อกิโลกรัม ตามที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนกล่าวอ้าง







              อย่างไรก็ตาม ราคาแอลพีจีที่จะปรับขึ้นนับว่ายังเป็นราคาถูกกว่าแอลพีจีประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีราคาขายเกือบ 40 บาท/กก. แต่ของไทยปัจจุบัน 18.13 บาท/กก. และเมื่อปรับขึ้นเดือนละ50 สตางค์ต่อกิโลกรัมก็จะมีราคาสูงสุดที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม อีกทั้งประชาชนผู้มีรายได้น้อยยังสามารถซื้อแอลพีจีได้ในราคาเดิมที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม  แต่ขณะนี้กลับมีการให้ข้อมูลบิดเบือน ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริง ต้องดูโครงสร้างทั้งระบบ แอลพีจี ภาคปิโตรเคมี เป็นการจำหน่ายในราคาวัตถุดิบ ไม่เหมือนกับการจำหน่ายภาคอื่นๆ ที่เป็นเชื้อเพลิง จึงมีภาษีสรรพสามิตรมีกองทุนน้ำมันฯและอื่นๆ รวมประมาณ 8 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ปิโตรเคมีซื้อจากโรงแยกก๊าซฯ ในราคาเฉลี่ย 19.50 บาท/กก. โดยมีส่วนของเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีมูลค่าเพิ่ม 2.2 บาท/กก. ส่วนราคาแอลพีจีจากโรงกลั่นน้ำมันอยู่ที่ 28.30 บาท เพราะราคาผันแปรตามราคาน้ำมัน ดังนั้นราคาขายแอลพีจีแก่ปิโตรเคมีจึงเฉลี่ยอยู่ที่ 24 บาท/กก.

              “การกำหนดสูตรราคาแก่ปิโตรคมี เป็นมาตั้งแต่ในอดีตที่ต้องการสร้างมูลค่าลงทุน คำนึงถึงผู้บริโภค และเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นราคาวัตถุดิบที่ เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งเคมีภัณฑ์ ยาพลาสติก เสื้อผ้า และอื่นๆ หากใช้วัตถุดิบราคาแพง จะกระทบต่อผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งมูลค่าเพิ่มนั้นก่อให้เกิดการลงทุนนับแสนล้านบาท และสร้างงานเป็นจำนวนมาก”



ดูรายละเอียดเพิ่มได้ http://www.bangkokvoice.com/2013/08/26/bv-news-954/

อุปกรณ์การติดตั้งระบบแก๊ส 2 วาล์ว มีรายละเอียดมีดังนี้

-Check Ball Valve 1/4" Model: ITO KOKI BVC-06 จำนวน 40 ตัว



-Single Pigtail 80cm / Liquid Line (With Check) KATSURA จำนวน 20 ตัว



-Single Pigtail 80cm / Vapor Line KATSURA จำนวน 20 ตัว
Coupling Brand KOSAN จำนวน 20 ตัว



-Hydrostatic Safety Relief Valve 250 psi : 1/4" FISHER H110-250 จำนวน 7 ตัว



 -HP Regulator : 1" (15 to 40 Psig) FISHER 627-497 จำนวน 2 ตัว


 -Emergency Shut Off Valve 1-1/4" FISHER N550-10 จำนวน 1 ตัว



 -Ball Valve 1-1/4" FRATELLI Model: G-51 จำนวน 3 ตัว


-Pressure Gauge 0-60 psi dial 2-1/2" NUOVAFIMA จำนวน 1 ตัว
-Y-Type Strainer : 1" HITACHI  or equalent 20K ST จำนวน 3 ตัว


 -Ball Valve 1" FRATELLI G-51 จำนวน 5 ตัว
-Ball Valve 3/4" FRATELLIG- 51 จำนวน 6 ตัว
-Ball Valve 1/4" FRATELLI G-51 จำนวน 9 ตัว
-Ball Valve 1/2" FRATELLIG- 51 จำนวน 1 ตัว
-Pressure Gauge 0-300 psi dial 2-1/2" NUOVAFIMA จำนวน 6 ตัว


 Remote Cable Release 10 m. (With Box) จำนวน 3 เซ็ต
-Gas Detector, Ex-Proof EWOO EW-401 จำนวน 1  เซ็ต



 -Control Panel for Gas Detectorจำนวน 1  เซ็ต
-Automatic Change Over Regulator ITO KOKI LAX-20C จำนวน 1 เซ็ต

ป้ายเตือนตามข้อกำหนดกระทรวง (Future Board) 3 แผ่น/1 Set จำนวน 1 เซ็ต
ท่อเหล็กสตรีม ไม่มีตะเข็บ เบอร์ 40 ยาว เส้นละ 6 เมตร ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 ตัว
ท่อเหล็กสตรีม ไม่มีตะเข็บ เบอร์ 40 ยาว เส้นละ 6 เมตร ขนาด 2 นิ้ว จำนวน 10 ตัว




ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://reanrugas.blogspot.com/2014/04/2.html

มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับแก๊สหุงต้ม หรือ LPG

บทความของ อาจารย์ ร.อ.ชยุต ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับแก๊ส LPG ท่านกล่าวไว้ว่า
                 LPG (Liquefied Petroleum Gas)
         
 เรียกอีกอย่างว่า แก๊สหุงต้มหรือเป็นชื่ออื่น ๆ ตามสภาพการใช้งานและชื่อที่คุ้นเคยเช่นแก๊สหุงต้ม แก๊สรถยนต์ แก๊สเหลว แก๊สปิโตรเลียมเหลว แก๊สโพรเพน หรือแก๊สบิวเทน ในบางประเทศจะเรียกว่า Town Gas ชาวบ้านประชาชนทั่วไปก็จะเรียกแก๊ส แก๊สหุงต้ม แก๊สรถยนต์    ส่วนราชการ ซึ่งจะพบในตัวบทกฎหมายหรือในเอกสารที่เป็นทางการก็จะเรียกแก๊สเหลวหรือแก๊สปิโตรเลียมเหลวที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า liquefied Petroleum Gas มีคำย่อว่า LPG
             
LPG เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด การเผาไหม้ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ สะดวกต่อการใช้ อุปกรณ์แก๊สมีราคาไม่แพงและหาซื้อง่าย เป็นสารไฮโดรคาร์บอนที่เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งของปิโตรเลียม
แก๊สหุงต้มที่ใช้อยู่ในเมืองไทยมีส่วนประกอบหลักเป็นแก๊สโพรเพน (C3 H8) 1 ส่วน และแก๊สบิวเทน (C4 H10) 1.5 ส่วนโดยประมาณ

    

                   ในสภาพอากาศธรรมดาหรือบรรยากาศ (atmospheric pressure and temperature ) แก๊สหุงต้มอยู่ในสภาพเป็นแก๊สแต่ถ้าบรรจุอยู่ในถังจะอยู่ในสภาพเป็นของเหลวที่เรียกว่า LPG เพราะผู้ผลิตจะอัดแก๊สหุงต้มไว้ในถังด้วยความดันสูงกว่าบรรยากาศจนทำให้แก๊สอยู่ในสภาพเป็นของเหลว แต่เมื่อเปิดวาล์วอยู่บรรยากาศมันจะระเหยกลายไปเป็นไอหรือเป็นแก๊สหุงต้มได้ทันที เป็นเพราะจุดเดือดของโพรเพนอยู่ที่ -42  องศา C และบิวเทนอยู่ที่ 12 องศา C นั่นเอง
        การผลิต LPG
LPG ในประเทศผลิตมาจาก 2 แหล่งคือ
1.โรงกลั่นน้ำมัน
2.โรงแยกแก๊สของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

LPG ที่ผลิตจากโรงกลั่นน้ำมันดิบ โดยในกระบวนการผลิตของโรงกลั่นเขาจะไม่ทำให้เย็นลงต่ำกว่าจุดหลอมเหลว แต่จะทำให้แก๊สโพรเพนและบิวเทนให้ได้ความดันประมาณ 16-17 เท่าของบรรยากาศก็จะกลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิปกติ
LPG ที่ผลิตจากโรงแยกแก๊สมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ LPG ที่ผลิตจากโรงกลั่น แต่ความดันไอจะสูงน้อยกว่าแก๊สที่ได้จากการกลั่น แก๊สหุงต้มส่วนใหญ่ที่ใช้กันในครัวเรือนนั้นผลิตได้จากโรงแยกแก๊ศไทยเรา

อันตรายที่เกิดขึ้นจากก๊าซเชื้อเพลิง

สามารถแบ่งอันตรายจากก๊าซเชื้อเพลิงออกได้เป็น 4 อย่างคือ

1. อันตรายที่เกิดจากอุณหภูมิเย็นจัด ที่ความดันบรรยากาศ ก๊าซเชื้อเพลิงอยู่ในสภาวะเป็นของเหลว จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า -45 ํซ. ซึ่งที่อุณหภูมินี้ เหล็กที่ใช้ก่อสร้างทั่วๆไป (Carbon Steel) จะเปราะและแตกหักได้ ดังนั้นถังที่ใช้เก็บก๊าซเชื้อเพลิงในสภาวะเป็นของเหลวจะต้องทำด้วยเหล็กผสม (Alloy steels) หรือคอนกรีต อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ต้องทำด้วยเหล็กที่ทนต่ออุณหภูมิต่ำๆได้
2. อันตรายจากกลุ่มก๊าซที่ล่องลอยไป เมื่อก๊าซรั่วออกมาจากภาชนะที่เก็บแล้วกลายเป็นก๊าซลอยไป จะเป็นพิษและติดไฟได้ ก๊าซเชื้อเพลิงส่วนมากจะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เมื่อมีก๊าซปริมาณมากๆ เข้าไปแทนที่อากาศ
ถ้ากลุ่มก๊าซนั้นมีปริมาณอัตราส่วนที่ติดไฟระเบิดได้ลอยไปหาสิ่งที่มีความร้อนเพียงพอ จะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ กลับไปยังจุดที่มีก๊าซรั่วออกมา และในบางสภาวะจะทำให้เกิดการระเบิดรุนแรงได้ คนและวัสดุ สิ่งของที่อยู่ใกล้กับบริเวณที่กลุ่มก๊าซนั้นติดไฟจะได้รับอันตราย สำหรับการเกิดระเบิดของกลุ่มก๊าซในอากาศนั้นมีอันตรายมาก แต่สภาวะที่จะทำให้เกิดได้นั้นต้องไม่มีคำตอบที่แน่นอน
3. อันตรายจากไฟไหม้ ก๊าซที่อยู่ในสภาวะของของเหลว และลักษณะของไอจะติดไฟเมื่อถูกกับความร้อนที่เพียงพอ ไฟที่เกิดขึ้นจะทำลายสิ่งของที่สัมผัสกับเปลวไฟและรังสีความร้อนจะทำลายสิ่งของที่อยู่ใกล้บริเวณที่เกิดไฟ
4. อันตรายจากกำลังดันเกิน ทำให้ระเบิดได้ เมื่อก๊าซเหลวได้รับความร้อนส่วนหนึ่ง กลายเป็นไอที่ระเหยจะทำให้กำลังดันของก๊าซที่อยู่ในภาชนะที่มีปริมาตรคงที่นั้นเพิ่มขึ้น ส่วนในถัง ท่อ หรือเครื่องสูบ ฯลฯ ถ้าความร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไอไม่มีการระบายออกเพียงพอ ภาชนะนั้นๆ จะแตกออกอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์อย่างนี้ บางครั้งเรียกว่า เบลวี (BLEVE) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Bolling Liquid Expanding Vapour Explosion ปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และได้ทำความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน เป็นจำนวนมาก

การปฏิบัติเมื่อเกิดแก๊สรั่ว

เนื่องจากคุณสมบัติของแก๊สดังที่กล่าวมาข้างต้นสามารถทำให้เกิดอันตรายได้ ฉะนั้นเมื่อเกิดแก๊สรั่วควรปฏิบัติดังนี้
1. ห้ามจุดไม้ขีด หรือเปิด-ปิดสวิตซ์ไฟฟ้าทุกชนิด เพราะจะทำให้เกิดประกายไฟและระเบิดได้
2. เปิดประตูหน้าต่าง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกยิ่งขึ้น
3. ตรวจดูที่วาล์วถัวแก๊สว่าปิดสนิทดีหรือไม่
4. หากหาสาเหตุไม่พบให้ใช้ฟองสบู่ลูบไล้ตามจุดที่สงสัย เช่นวาล์วถังแก๊ส สายส่งแก๊ส หรือบริเวณถัง
5. ถ้ามีไฟลุกขึ้นที่ถัง ให้ใช้เครื่องดับเพลิงเคมีชนิดผงแห้ง
6. แจ้งหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ทำอย่างไร เมื่อเกิดการลุกไหม้ของ LPG

รีบหยิบอุปกรณ์ดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งฉีดไปที่เปลวไฟหรือใช้น้ำฉีด โดยเข้าทำการดับเพลิงเหนือลม ถ้าเห็นว่า
1.ไฟอาจลุกลามออกไป
2.สามารถหยุดการรั่วของแก๊สได้
3.ไฟเผาถังแก๊สในส่วนที่ไม่มีแก๊สเหลว
ห้ามฉีดผงเคมีแห้งไปที่วาล์วนิรภัย เนื่องจากแก๊สจะถูกปล่อยออกมาเรื่อย ๆ จนกว่าความดันในถังจะต่ำกว่าความดันที่ตั้งไว้ที่วาล์วนิรภัย
ใช้น้ำหล่อเลี้ยงถังตลอดเวลาขณะที่เกิดไฟไหม้ที่ถังแก๊ส และฉีดน้ำหล่อเลี้ยงบริเวณใกล้เคียงด้วย
ในกรณีที่เป็นถังเก็บขนาดใหญ่อาจใช้วิธีการลดปริมาณเชื้อเพลิง โดย
1.ใช้น้ำฉีดที่ตัวถังเพื่อลดความดัน
2.ปล่อยแก๊สออกจากถัง โดยต่อที่ออกไปปล่อยในที่ที่ปลอดภัย

ป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามโดย

1.เคลื่อนย้ายวัตถุติดไฟและเชื้อเพลิงออกไปให้ไกลห่างจากบริเวณไฟไหม้
2.ฉีดน้ำเลี้ยงอาคารใกล้เคียงกับบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้

การปฐมพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน
LPG กระเด็นเข้าตาให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้งและให้ดึงหนังตาล่างและหนังตาบนอยู่เสมอ ห้ามใช้น้ำร้อนล้างตาเป็นเด็ดขาด แล้วรีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลในทันที
LPG ถูกผิวหนัง ให้ล้างด้วยน้ำทันทีหรือถ้าเสื้อผ้าที่กำลังสวมใส่อยู่เปียกชุ่มด้วย LPG ต้องถอดเสื้อผ้าออกทันทีแล้วอาบน้ำชำระล้างผิวหนัง ถ้าหลังอาบน้ำแล้วยังคงรู้สึกระคายเคืองผิวหนังอยู่ให้รีบแพทย์เพื่อรักษาต่อไป
ถ้าหายใจเอา LPG เข้าไปมากต้องรีบเคลื่อนตัวผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศบริสุทธิ์ ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ต้องรีบผายปอดให้หรือใช้เครื่องช่วยหายใจก่อนส่งไปโรงพยาบาลต่อไป

ใช้อย่างไร ไม่ให้เกิดอันตราย

หากเข้าใจธรรมชาติของ LPG และก๊าซต้ม (LPG อยู่ในสภาวะแก๊ส)แล้วจะทำให้เราใช้ได้อย่างปลอดภัยขึ้นเช่นให้ต้องระมัดระวังการเก็บ การเคลื่อนที่
ของอธิบายหลักการง่าย ๆ ของการใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือน สำหรับให้นำไปปฏิบัติดังนี้
1.เลือกใช้แก๊สที่บรรจุในถังที่ได้รับเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล่านั้น
2.เตาแก๊สควรมีคุณภาพดีมีวาล์วปิด-เปิดเข้ากันได้ดีกับหัวปรับความดัน
หัวปรับความดันเป็นอุปกรณ์ช่วยลดแรงดันของแก๊สที่ส่งจากถังมายังเตาแก๊สอาจต่อกับถังหรือท่อแก๊ส
3.หัวปรับความดันต้องแข็งแรงไม่บอบางหรือต้องไม่แตกง่าย
4.ท่อหรือสายส่งแก๊ส ควรใช้โลหะหรือสายที่ทำจากพลาสติก พี. วี. ซี. ที่มีความหนา ไม่หักงอง่าย ไม่ถูกละลายโดยเนื้อแก๊ส ทนแรงดัน และทนการขูดขีดเหล็กที่ใช้รัดสายเข้ากับตัวถังควรเป็นชนิดไร้สนิม ท่อหรือสายต้องต่อได้อย่างแนบสนิทกับลิ้นเปิด-ปิด
อย่าได้ใช้ท่อส่งแก๊สที่ทำจากยางหรือสายพลาสติกธรรมธรรมดา เพราะวัสดุพวกนี้จะถูกละลายด้วยแก๊สหุงต้มแล้วทำให้แก๊สรั่วไหลออกมาจากถังได้
5.สายส่งแก๊สที่ใช้ตามปกติ ควรเปลี่ยนใหม่ทุก 3 ปี
6.วางถังในแนวตั้ง อย่าวางถังในแนวนอนหรือวางแบบให้ถังเอียง
7.สถานที่ที่ตั้งถังแก๊สซึ่งต่อเข้ากับเตาแก๊ส ต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
8.ถังแก๊สควรตั้งห่างจากเตาแก๊สประมาณ 1-1.5 เมตร
9.เตาแก๊ส ควรตั้งอยู่ในระดับสูงกว่าถังแก๊สหรืออย่างน้อยในระดับที่เท่ากันเนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ความร้อนจากเตาทำลายสายส่งแก๊ส
10.ขณะเปลี่ยนถังแก๊สใหม่เรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสภาพสิ้นเปิด-ปิดว่าต่อเข้ากับหัวถังแน่นสนิทดีแล้ว
11.ถ้าเตาเป็นแบบที่ต้องจุดไม้ขีดไฟรอไว้ที่หัวเตา อย่าปิดแก๊สทิ้งช่วงนานเกินไป เพราะแก๊สจะออกมามาก และเมื่อจุดไฟที่หัวเตาจะเกิดเปลวไฟมากเกินไปจนอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
12.ถ้าเป็นเตาแบบอัตโนมัติอย่าเปิดซ้ำกันหลายๆ ครั้งเพราะแก๊สจะมาสะสมกันที่หัวเตามาก เกิดโชคร้ายไฟติด เอาตอนในขณะที่มีแก๊สรวมกันอยู่มากอาจเกิดอันตรายได้
13.ขณะใช้แก๊ส อย่าเปิดให้เปลวไฟลุกท่วมหม้อหรือกะทะที่กำลังตั้งอยู่บนเตาเพราะสิ้นเปลืองแก๊สไปเปล่า ๆ
14.ปิดวาล์วที่หัวเตา วาล์ว ถังแก๊สให้สนิททุกครั้งหลังจากที่ใช้งานเสร็จแล้ว
15.หากเปลวไฟที่หัวเตาดับไปแต่ได้กลิ่นแก๊ส อย่าจุดไฟใหม่ทันทีสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องรีบปิดวาล์วที่หัวเตาและที่วาล์วของถังแก๊สให้สนิทในทันที แล้วเปิดประตูหน้าต่างเพื่อระบายอากาศให้หมดกลิ่นแก๊สก่อนจึงจะปลอดภัย และห้ามเปิดพัดลมไล่กลิ่นแก๊สเป็นเด็ดขาดเพราะจะเกิดประกายไฟจากการเปิดสวิตซ์
16.หาสาเหตุของกลิ่นที่รั่วจากข้อ 15 อย่างรีบเด่นแล้วรีบจัดการกับสาเหตุที่พบโดยทันที
17.ถ้าเกิดไฟลุกไหม้จงตั้งสติแล้วรีบคว้าเครื่องดับเพลิงฉีดสารเคมีดับไฟหรือใช้น้ำฉีดถังตลอดเวลาจนกว่าแก๊สจะถูกเผาไหม้จนหมด
18.ควรตรวจรอยรั่วของสายส่งและข้อต่อต่าง ๆ อยู่เสมอด้วยการใช้น้ำผสมสบู่หรือน้ำผสมน้ำยาล้างจาน หรือน้ำผสมน้ำยาซักผ้า ลูบตามส่วนต่าง ๆ ที่ต้องการตรวจสอบ เมื่อปรากฏ ณ ที่จุดใดฟองปุดขึ้นมาแสดงว่ามีการรั่วตรวจจุดนั้นแล้วจงรีบแก้ไขโดยด่วน
19.ตรวจสภาพอุปกรณ์แก๊สอยู่เสมอ ได้แก่ หัวเตา วาล์วปรับเปลวไฟวาล์วเปิด-ปิดถัง สายส่งแก๊สและตัวถังว่ายังคงอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่







ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.ขายเตา

สมัครเป็นผู้แทนจำหน่ายโรงบรรจุก๊าซหุงต้ม


   หลักเกณฑ์การเป็นตัวแทนพื้นที่ทำเล
  
  1.ตั้งอยู่ในจังหวัดที่มีความต้องการใช้ก๊าซหุงต้มในปริมาณสูง และส่วนแบ่งการตลาดของ 

ปตท. อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
    
2.ขนาดพื้นที่หน้ากว้างไม่น้อยกว่า 40 เมตร
   
 3.พื้นที่ไม่อยู่ในเขตควบคุมอาคารและกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    
4.ตั้งอยู่ห่างจากเขตสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล หรือโบราณสถาน ไม่น้อยกว่า 200 เมตร


          หลักเกณฑ์ในการสมัครเป็นผู้แทนโรงบรรจุก๊าซ ขั้นตอนเบื้องต้น
          
  -ผู้ที่สนใจจะประกอบกิจการโรง บรรจุก๊าซแจ้งความจำนงต่อส่วนขายก๊าซหุงต้มส่วน

กลาง โทร. 0-2537-2265 และส่วนขายก๊าซหุงต้มส่วนภูมิภาค โทร. 0-2-537-2262 โดยให้ข้อมูลดังนี้ 
                
 -สถานที่ที่จะขอก่อสร้างโรงบรรจุก๊าซ ระบุ ตำบล อำเภอ จังหวัด 
                
 -จำนวนพื้นที่สำหรับก่อสร้างโรงบรรจุพร้อมสำเนาโฉนด หรือหลักฐานระบุที่อยู่ ของที่ดิน 
                
 -ประมาณยอดการจำหน่ายต่อเดือน แนวทางการจำหน่ายและวิธีการขยายตลาด 
                
-หลักการพิจารณาความต้องการผู้แทนจำหน่าย ประเภทโรงบรรจุในเบื้องต้น 
              
 -พิจารณาจากพื้นที่จังหวัดซึ่ง ปตท. ยังไม่มีผู้แทนจำหน่าย หรือมีแต่ไม่พอเพียงขยายตลาดโดยต้องไปแย่งตลาดกันเอง


เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการขอสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย

    - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

   -สำเนาทะเบียนบ้าน

    -กรณีเป็นนิติบุคคลต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมเอกสารของผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล
    
-สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิในสถานที่ประกอบการโรงบรรจุ
    
-หนังสือยินยอมให้ทำการค้าของคู่สมรส (ถ้ามีคู่สมรส)
    
-สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนคู่สมรส
   
 -สำเนาโฉนดที่ดินขนาดเท่าตัวจริง
    
-ภาพถ่ายและแผนที่โดยสังเขปของสถานที่ขอตั้งสถานที่ประกอบการโรงบรรจุหนังสือรับรองฐานะทางการเงินจากธนาคาร





ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.pttplc.com/th/Opportunity/Business-Partner/Pages/LPG-bottling-plant.aspx


สมัครเป็นผู้แทนจำหน่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม

หลักเกณฑ์การเป็นตัวแทน
พื้นที่ทำเล
  
  1.สถานที่ตั้งเป็นอาคารเอกเทศ (ควรอยู่ห่างจากอาคารอื่นไม่น้อยกว่า 6 เมตร) ไม่เป็นตึกแถว, ห้องแถว หรืออาคารชุด ยกเว้นร้านค้าที่เปิดดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว
   
 2.สถานที่ติดริมถนน หรืออยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ง่าย หรือมีทำเลที่เหมาะสม
    
3.อยู่ในเขตเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล หรือบริเวณที่มีประชากรอยู่หนาแน่น
ระยะห่าง
   
 1.จะต้องไม่กระทบตลาดกับตัวแทนรายเดิม
    
2.ต้องห่างจากร้านค้าก๊าซตัวแทน ปตท. ตามความเหมาะสมของสภาพตลาด
ข้อกำหนดอื่น
   
 1.ตัวแทนรายเดิมไม่สามารถขยายการให้บริการได้
หลักเกณฑ์ในการสมัครเป็นผู้แทนโรงบรรจุก๊าซ
ขั้นตอนเบื้องต้น

    -ผู้สนใจจะประกอบกิจการร้านค้าก๊าซ แจ้งความจำนงต่อส่วนขายก๊าซหุงต้มส่วนกลาง โดยให้ข้อมูลดังนี้
  
  -สถานที่ที่จะขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ปตท. ระบุ ตำบล อำเภอ จังหวัด
  
  -สถานที่ตั้งร้านค้าก๊าซ จะต้องมีใบอนุญาตให้ใช้สถานที่ประกอบการค้า ซึ่งไม่เป็นที่รังเกียจ หรือเป็นอันตรายแก่สุขภาพ
  
  -ประมาณการยอดจำหน่ายต่อเดือน

สถานที่ตั้งร้านค้าก๊าซ ต้องอยู่ห่างจากร้านค้าก๊าซที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ปตท. เดิมที่มีอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่า 200 เมตร


เอกสารที่ต้องใช้ประกอบในการขอสมัครเป็นตัวแทนจำหน่าย
    >สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
    >สำเนาทะเบียนบ้าน
    >กรณีเป็นนิติบุคคลต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล พร้อมเอกสารของผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล
    >สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในสถานที่ประกอบการ
    >หนังสือยินยอมให้ทำการค้าของคู่สมรส (ถ้ามีคู่สมรส)
    >หนังสือรับรองฐานะทางการเงินจากธนาคาร 
    >สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส
    >แผนที่สังเขปแสดงที่ขอตั้งสถานที่ประกอบกิจการค้าในรัศมี 1 กม. 

หมายเหตุ

    >เอกสารสำเนาตามรายการข้างต้นต้องลงชื่อรับรองสำเนาถูกต้องด้วย
    >ปตท. อาจพิจารณาอนุโลมยกเว้นเอกสารบางรายการ หรือเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ได้ตามความเหมาะสม



ข้อแตกต่างระหว่างถังก๊าซฯ ในครัวเรือนกับถังก๊าซฯ สำหรับรถ Forklift


ดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ http://www.pttplc.com/th/Products-Services/Consumer/For-home/Cooking-Gas/pages/cooking-gas-detail.aspx

อุปกรณ์ และเตาแก๊ส

     ออกแบบเพื่อครอบครัวสมัยใหม่ มอบความสะดวกสบายและมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งานในครัวเรือน

เตากล่อง บรรจุในกล่อง 4 สี สามารถหิ้วไปได้ทุกที่ ขนาดเตามาตรฐาน 1 หัวเตา (กว้าง X ยาว X สูง) 300 x 385 x160 มิลลิเมตร ขนาดหัวเตา 100 มิลลิเมตร มี Logo ปตท.ที่หน้าเตาเห็นเด่นชัด
  
  “โครงเตา”ทำจาก Stainless ทุกชิ้นส่วน
  
  “หัวเตา” ทำจากเหล็กหล่ออย่างดีทนความร้อนได้สูงแม้ใช้เป็นระยะเวลานาน

   “ฝาครอบเตา” ทำจากทองเหลืองพิเศษให้ความสวยงามและทนทาน
  
  “ขารองกระทะ” ออกแบบใหม่ให้เป็นชิ้นเดียวกับถาดรองเพื่อความคงทนแข็งแรง ใช้ได้ดีทั้งภาชนะก้นโค้งและแบน
    รับประกันวาล์วปิด-เปิดแก๊ส เป็นเวลา 5 ปี

เตาชั้น บรรจุในกล่องน้ำตาลอย่างดี เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่และร้านอาหาร มี Logo ปตท.พิมพ์นูนอยู่ในเนื้อ Stainless
    
“โครงเตา” ทำจาก Stainless ล้วนทุกทุกชิ้นส่วน มีชั้นวางสิ่งของต่างๆ 2 ชั้น พร้อมถาดรองขยะใต้หัวเตา

    “หัวเตา” ทำด้วยเหล็กหล่ออย่างดีทนความร้อนสูงได้นานๆ
  
  “ฝาครอบเตา” ทำด้วยเหล็กหล่อเช่นกันแต่ชุบสีอลูมินั่มให้ความแวววาว ขารองกะทะ ขนาดใหญ่ใช้ได้ดีกับทุกภาชนะ มีความแข็งเป็นพิเศษทนความร้อนสูงมาก
    
รับประกันวาล์วปิด-เปิดแก๊ส เป็นเวลา 5 ปี
สายยาง ทำจากพลาสติกคุณภาพสูงคาดด้วยสีส้มสดใส มีเครื่องหมาย PTT ในเนื้อพลาสติกบ่งบอกถึงคุณภาพและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้ ความยาวมาตรฐาน 1.5 เมตร พร้อมเข็มขัดรัดสาย 2 อัน บรรจุในแพ๊คสีเขียวสดใส
สายยาง + หัวปรับ สายยางพร้อมด้วยหัวปรับความดันชนิดแรงดันต่ำ สีเขียวสดใส เกลียวใส่ออกแบบใหม่ทำด้วยพลาสติกสีดำกระชับมือ ประทับตรา logo ปตท. ในเนื้อโลหะ


ถังก๊าซ

 ก๊าซหุงต้มที่ ปตท.จัดจำหน่ายในปัจจุบันนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้ในรถยนต์ ครัวเรือนร้านอาหาร โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการควบคุมความร้อนให้เที่ยงตรง เช่น อุตสาหกรรมแก้ว อาหาร เครื่องปั้นดินเผาอบสี หลอมโลหะ รวมถึง ใช้เป็นวัตถุดิบใน



     อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความร้อนสูง เผาไหม้ได้ง่ายและสะดวกในการใช้งานสำหรับถังบรรจุจำหน่ายของ ปตท.มี 4 ขนาด คือ 4, 7, 15 และ 48 กิโลกรัม ซึ่งปตท.มีการตรวจสอบมาตรฐานการบรรจุ น้ำหนัก และ คุณภาพของถังก่อนการจำหน่าย เพื่อ"ความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกครัวเรือน


วิธีใช้เตาแก๊สอย่างมีประสิทธิภาพ

สีของเปลวไฟแสดงถึงประสิทธิภาพของการให้ความร้อนโดยสามารถปรับแต่งได้ที่แผ่นปรับอัตราส่วนผสมของอากาศ ดังนี้



               1.หากเปลวไฟมีลักษณะเรียวสูงและมีสีส้มหรือแดงมีควันที่ปลายเปลวไฟ ทำให้มีเข่าจับที่ก้นภาชนะ ในกรณีนี้ แนะนำให้ปรับเพิ่มอากาศจนกระทั่งเปลวไฟกลายเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน
                
2.หากเปลวไฟสั้นๆไม่เป็นระเบียบลอยขึ้นจากหัวเตาและแตกบานออก ให้ปรับลดอากาศ จนกระทั่งเปลวไฟกลายเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงิน
              
  3.หากทำการปรับแผ่นปรับอัตราส่วนผสมของอากาศและล้างทำความสะอาดที่บริเวณรังผึ้งของเตาแล้วแต่เปลวไฟยังคงมีสีออกเหลืองหรือแดงเป็นหย่อมๆแนะนำให้พิจจารณาเปลี่ยนหัวเตาใหม่

การทดลองใช้เครื่องเก๊ส

 ผู้ที่ทดสอบและตรวจสอบจะต้องมีคุณสมบัติ/คุณวุฒิตามที่กรมธุรกิจพลังงานกำหนด และต้องได้รับใบรับรองจากกรมธุรกิจพลังงาน
                  
 - หลังการทดสอบทางบริษัทจะต้องออกใบรับรองการตรวจสอบ และขออนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงานเพื่อใช้งานได้ ระยะเวลาการทดสอบ 6 ปีแรก หลังติดตั้ง (กรณีถังใหม่) หลังจากนั้นทุก 5 ปี



การทดสอบถังเก็บและจ่ายก๊าซ

1. การตรวจสอบคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้สร้างถัง
     
   - การตรวจสอบความแข็งของวัสดุ (Hardness Testing)
     
   - การตรวจสอบความหนาของวัสดุ  (Thickness Testing)

2. การตรวจสอบผิวแนวเชื่อมภายนอก/ใน ถังด้วยผง
       
  แม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing)
     
3. การตรวจสอบหาสิ่งที่ผิดปกติภายในผิวแนวเชื่อม
       
 - การหลอมละลายที่ไม่ดี (Poor fusion)
       
 - การซึมลึกที่ไม่เพียงพอ (Shallow penetration)

   โดยวิธีใช้รังสีคลื่นแม่เหล็ก (Radiographic Testing)

4. ทดสอบด้วยแรงดันน้ำ (Hydrostatic Testing) ด้วยความ
     
    ดันประมาณ 4 เท่าของความดันใช้งาน (375 psi.)

การทดสอบระบบท่อก๊าซ

1. ทดสอบการรั่วซึมโดยใช้ก๊าซไนโตรเจน หรือน้ำ ( Pressure Test )

2. ระบบท่อก่อนเครื่องปรับความดันทดสอบที่ความดัน 375 PSI

3. ระบบท่อหลังเครื่องปรับความดันทดสอบที่ความดัน 60 PSI

4. ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที - 1ชม.

5. ใช้น้ำสบู่ตรวจสอบรอยรั่วบริเวณ ข้อต่ออุปกรณ์ต่างๆ, หน้าแปลน
     และแนวเชื่อม

การใช้แก๊สหุงต้มอย่างถูกวิธี

 1. การตั้งถังก๊าซไม่ควรตั้งในที่ชื้นแฉะเพราะจะทำให้ก้นถังเป็นสนิม และหน้าตะแคงถังหรือคว่ำถังอย่าเด็ดขาด
        
 2. ติดตั้งในที่อากาศถ่ายเทสะดวก ห่างจากเตาอย่างน้อย 1.5 เมตรและห่างจากอุปกรณ์ที่อาจทำให้เกิดประกายไฟ


      
         3. ระมัดระวังในการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะการกลิ้งหรือกระแทก อาจทำให้ถังบุบหรือรั่วได้
         
4. หลังจากการใช้ก๊าซแล้วทุกครั้ง ให้ปิดวาล์วต่างๆให้เรียบร้อย ควรปิดวาล์วที่หัวถังก่อนแล้วจึงปิดที่เตาก๊าซเพื่อลดความดันก๊าซที่ค้างอยู่ในท่อก๊าซให้หมดไป
        
 5. หมั่นตรวจรอยรั่วโดยใช้น้ำสบู่ทาตามสายยางและรอยต่อทุกจุด หากมีฟองสบู่ผุดขึ้นมา ให้รีบปิดวาล์วที่ถังก๊าซแล้วรีบแจ้งช่างจากร้านค้าก๊าซโดยด่วน

         6. กรณีก๊าซรั่ว เราจะได้กลิ่นก๊าซ ให้ปฏิบัติดังนี้
               
   - รีบปิดวาล์วก๊าซที่หัวถังก๊าซและที่เตาก๊าซกันที
                 
 - รีบเปิดประตูหน้าต่างให้มีการระบายอากาศให้ก๊าซที่รั่วเจือจางลง
                 
 - กรณีถังก๊าซรั่วให้ย้ายถังอย่างระมัดระวังไปวางไว้ที่กลางสนามแล้วใช้ผ้าขนหนู ซับน้ำห่อหุ้มบริเวณที่รั่วและฉีดน้ำชโลมให้ถังเย็นตลอดเวลา จนกว่าก๊าซจะหมดถัง หรือช่างจากร้านค้าก๊าซมาถึง

        7. เลือกใช้เครื่องปรับความดันให้เหมาะสมกับเตาแก๊ส ห้ามใช้เครื่องปรับความดันสูงกับเตาก๊าซที่ใช้ในครัวเรือนเด็ดขาด เพราะก๊าซที่จ่ายออกมาจะมีความดันสูงเกินกว่าจะจุดไฟติด และก่อให้เกิดอันตรายได้


การใช้เตาแก๊สอย่างประหยัด

        ในทุกวันนี้ราคาก๊าซหุงต้มปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดในอีกไม่

กี่ปีข้างหน้าหากรัฐบาลประกาศลอยตัวก๊าซหุงต้ม ชาวลัคกี้เฟลมจึงอยากแนะนำเคล็ดลับบาง

อย่างเพื่อให้พวกเราได้ประหยัดก๊าซในการทำกับข้าวกันยิ่งขึ้น



   1. ภาชนะที่ใช้ปรุงอาหารจะต้องสะอาดไม่มีรอยไหม้ดำ กาต้มน้ำไม่ควรมีตะกรันเกาะจับอยู่เพราะจะทำให้อาหารสุกช้าหรือเดือดช้า
         
2. ภาชนะที่ใช้ในการหุงต้มควรใช้ภาชนะก้นแบนที่มีขนาดพอเหมาะ โดยใไม่ควรให้เปลวไฟพ้นออกจากก้นภาชนะ
         
3. ควรตั้งภาชนะให้อยู่ศูนย์กลางเตา
       
  4. ควรเตรียมอาหารทุกอย่างให้เสร็จก่อน แล้วจึงค่อยปรุงอาหารทีละอย่าง เพราะจะทำให้ความร้อนไม่สูญเสียไปขณะที่ต้องหยุดเตรียมอาหาร
        
 5. ไ ม่ควรตั้งเตาหุงต้มในตำแหน่งที่มีลดพัดแรงเพราะเปลวไฟจะไม่สัมผัสกับภาชนะ  ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
       
  6. เวลาใช้เตาแก๊ส คอยสังเกตว่าเปลวไฟมีสีน้ำเงิน ซึ่งจะเป็นระดับที่ส่วนผสมของก๊าซพอดีกับอากาศ ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และให้ความร้อนสูงสุด
       
  7. หมั่นทำความสะอาดหัวเตา เพราะหากมีการอุดตัน จะทำให้เตาไม่ร้อน
     
    8. เลือกซื้อเตาก๊าซที่มีคุณภาพและได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงจากกระทรวงพลังงาน

แก๊สหุงต้มที่ได้มาตรฐาน

วิธีการตรวจพิจารณาถังแก๊สหุงต้มที่ได้มาตรฐาน
        
การตรวจพิจารณาถังก๊าซหุงต้มก่อนซื้อหรือนำไปใช้งาน จะต้องเป็นถังแก๊สหุงต้มที่ได้มาตรฐานโดยมีข้อสังเกตพอสรุปได้ดังนี้ 



 ลักษณะเครื่องหมาย มอก. ที่ติดอยู่ที่ตัวถังแก๊ส
   
 1.ต้องมีเครื่องหมายของผู้ค้าก๊าซเช่น ปตท เอสโซ่ เชลล์ ยูนิค เป็นต้น
   
 2.ต้องมีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม  (มอก.) ทุกถัง
  
  3.ต้องมี เดือน ปี ที่ทำการตรวจสอบครั้งสุดท้ายไม่เกิน 5 ปี
   
 4.ต้องมีข้อความ “อันตราย ห้ามกลิ้ง ห้ามกระแทก” เขียนไว้ที่ตัวถังแก๊สทุกถัง
    
5.ต้องมีชื่อผนึกบนวาล์วถัง
   
 6.ถังแก๊สหุงต้มต้องไม่บุบ ไม่บวม และไม่ผุกร่อน
ก่อนซื้อหรือใช้ถังแก๊สหุงต้ม ให้ตรวจสอบข้อความที่ปรากฏบนถังแก๊สหุงต้ม ทุกครั้งว่า ถังได้มาตรฐานหรือไม่ ถังแก๊สหุงต้มมีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีหรือไม่ 

ส่วนประกอบสำคัญของถังแก๊สหุงต้ม




  ถังแก๊สหุงต้ม เป็นอุปกรณ์สำหรับบรรจุเชื้อเพลิงชนิดแก๊สไว้ภายใน ตัวถังจะมีลักษณะหนาเพราะ แก๊สเป็นเชื้อเพลิงที่มีความดันไอสูง ภาชนะที่ใช้บรรจุจึงจำเป็นต้องทนกันความดันได้


ส่วนประกอบถังแก๊ศ

        1. โกร่งกำบังลิ้น และ หูหิ้ว
ทำหน้าที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้ ลิ้น / วาล์ว ถัง ถูกกระทบกระแทกและใช้สำหรับหิ้ว
       
 2.ลิ้น / วาล์ว
ลิ้น / วาล์ว ทำหน้าที่ เปิด-ปิด แก๊ส ลิ้น /วาล์ว ของถังบางชนิดออกแบบมาให้ปิดแก๊สโดยอัตโนมัติเมื่อมีการนำหัวปรับออก เช่น ถังเอสโซ่ ถังเวิร์ดหัวกด
      
 3.ฐานถัง
มีไว้สำหรับป้องกันไม่ให้ก้นถังกระแทกกะพื้น และเพื่อให้ตั้งถังบนพื้นได้อย่างมั่นคง ฐานถังจึงต้องเรียบเสมอและแข็งแรง
      
 4.ตัวถัง
ทำด้วยเหล็กเหนียวพิเศษ ที่ทนต่อความดันสูงอย่างน้อย 480 ปอนด์/ตารางนิ้ว
ทนต่อแรงอัดได้ถึง 1300 ปอนด์/ตารางนิ้ว ส่วนใหญ่จะระเบิดที่ 1600 ปอนด์/ตารางนิ้ว
แต่ในการบรรจุแก๊สในถังจริงๆ แล้วจะใช้ความดันเพียง 50 ปอนด์/ตารางนิ้ว เท่านั้น ถังแก๊ส
ที่นิยมใช้กัน มีขนาด 4 ก.ก. 7 ก.ก 15 ก.ก และ 48 ก.ก
     
   5.เครื่องปรับความดันแก๊ส หรือ หัวปรับแก๊ส
แม้ว่าความดันในถังแก๊สจะสูงถึง 50 ปอนด์/ตารางนิ้ว แต่สำหรับในครัวเรือนจะใช้ความดันแก๊ส ที่ตรงหัวเตาแก๊สเพียง 0.4 ปอนด์น/ตารางนิ้ว จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับความดันแก๊ส เพื่อให้ลดแรงดัน แก๊สที่ออกมาจากถังให้น้อยลง ซึ่งหัวปรับแก๊สที่ใช้ในครัวเรือนมี อยู่สองประเภท คือ หัวปรับแก๊สแรงดันต่ำ และ หัวปรับแก๊สแรงดันสูง



   6.สายนำแก๊ส

เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องปรับความดันแก๊สที่หัวถังกับเตาแก๊สสายนำแก๊สไม่ควรใช้สายยางธรรมชาติ หรือสายพลาสติกธรรมดาเป็นอันขาด แต่ควรใช้สายพีวีซีที่ใช้สำหรับแก๊สแอลพีจี เท่านั้น และไม่ควรยาวเกิน 2 เมตร


จากที่กล่าวมาคร่าวๆ ส่วนประกอบแต่ละชิ้นในถังแก๊ส มีความสำคัญมากต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
ดังนั้นการเลือกถังแก๊สแต่ละครั้ง ควรพิจารณาและตรวจสอบให้ดีทุกครังก่อนนำมาใช้งาน

คุณสมบัติของแก๊ส

คุณสมบัติสำคัญของแก๊สที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานและเกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อ ความปลอดภัย มีดังนี้
        
 1.ไม่มีสี จะมองไม่เห็นเมื่อแก๊สรั่วแต่ในบางครั้งถ้าแก๊สรั่วออกมามากหรือน้ำแก๊สรั่วจะเห็นเป็นละอองขาว
ความจริงแล้วละอองขาวนั้นคือไอน้ำซึ่งกลั่นตัวเนื่องจากได้รับความเย็นจัดจากการระเหยของแก๊ส
        
 2. ไม่มีกลิ่น แต่จำเป็นต้องใส่สาร “เอธิลเมอร์แคบเทน” ลงไปเพื่อให้เกิดกลิ่นฉุน คล้ายก๊าซไข่เน่า และเพื่อเป็นการเตือนเมื่อเกิดแก๊สรั่วซึม
         
3. ไม่มีพิษ แต่ถ้าหายใจหรือสูดดมเข้าไปมาก ๆ อาจจะเกิดอาการวิงเวียนเป็นลมได้ ทั้งนี้เพราะร่ายกายได้รับก๊าซ ออกซิเจนไม่เพียงพอ
        
 4. มีจุดเดือดที่ต่ำมาก ประมาณ 0 องศาเซลเชียส อุณหภูมิของอากาศโดยเฉลี่ยของ ประเทศเกินกว่า 20 องศาเซลเซียล ดังนั้น
เมื่อแก๊สถูกปล่อยออกจากภาชนะที่บรรจุพ้นสภาพ การถูกกดดันก็จะเดือดและเปลี่ยนสภาพเป็นไอทันทีการที่แก็สจะระเหยหรือเดือด จำเป็นต้อง ดึงดูดความร้อนจากบริเวณใกล้เคียง ในการปฏิบัติการเกี่ยวกับแก๊ส ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของ ร่างกายสัมผัสกับน้ำแก๊ส อาจจะทำให้ร่ายกายส่วนนั้นเย็นจัดถึงไหม้ได้ ยิ่งถ้าแก๊สไปถูกส่วนสำคัญของร่างกาย เช่น ตา อาจจะพิการได้ การปฎิบัติการเกี่ยวกับแก๊สจึงควรต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจจะต้องมีเครื่องป้องกัน เช่น ถุงมือ ชุดป้องกัน เป็นต้น
       
  5. แก๊สเบากว่าน้ำ เมื่อมีสภาพเป็นน้ำแก๊ส แก๊สจะมีน้ำหนักประมาณ ครึ่งหนึ่ง ของน้ำจึงลอยอยู่เหนือน้ำ ไม่จมน้ำ
ถ้าแก๊สรั่วลงในคูน้ำ ท่อน้ำ หรือ แม่น้ำลำคลองอาจจะไหล ตามน้ำไปติดไฟ ณ จุดที่ห่างออกไปได้
       
 6. แก๊สหนักกว่าอากาศ เมื่อมีสภาพเป็นไอแก๊ส แก๊สจะหนักประมาณ 2 เท่าของอากาศ เมื่อแก๊สรั่วทำให้ไหลไปรวมในที่ต่ำ
ดังนั้น ที่ตั้งถังแก๊สและบริเวณใกล้ถังแก๊สจึงไม่ควรเป็นที่ต่ำกว่าระดับพื้นทั่ว ๆ ไป เช่น ไม่ควรตั้งถังแก๊สไว้ในห้องใต้ดิน ใกล้หลุมบ่อ หรือ รางระบายน้ำ เป็นต้น
      
  7. แก็สมีอัตราการขยายตัวสูง การเติมแก๊สในภาชนะจึงไม่ควรเติมเต็ม ต้องมี ช่องว่างไว้สำหรับการขยายตัวเมื่อแก๊ส
ได้รับความร้อน
       
 8. แก๊สมีความดันสูง ภาชนะที่บรรจุ อุปกรณ์ที่ใช้ต้องออกแบบให้แข็งแรง ทนต่อแรง ทนต่อความดันนั้นได้
การใช้ภาชนะและอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและเป็นอันตรายได้
       
 9. แก๊สมีความเข้มข้นใสต่ำ จึงรั่วง่าย อุปกรณ์ที่ใช้กับแก๊สต้องแน่นหนากว่าอุปกรณ์ที่ใช้อุปกรณ์ผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น
       
 10. ส่วนผสมของแก๊สกับอากาศที่ทำให้ติดไฟ อัตราส่วนของแก๊สในอากาศที่ทำให้ติดไฟ คือ 1.5 – 9 ส่วนใน 100 ส่วนของส่วนผสม คุณสมบัติข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้ามีแก๊สในอากาศน้อยหรือมากกว่าสัดส่วนดังกล่าว แก๊สจะไม่ติดไฟ
      
  11. อัตราการขยายตัวจากสภาพแก๊สเหลวเป็นไอแก๊ส แก๊สเหลว 1 หน่วยปริมาตร จะเปลี่ยนเป็นสภาพไอแก๊สได้ถึง 250 หน่วยปริมาตร เมื่อแก๊สรั่วจึงมีอันตรายมากกว่าไอแก๊สรั่ว
       
 12. เป็นเชื้อเพลิงที่ดี มีอุณหภูมิเปลวไฟสูง โปรเพนมีอุณหภูมิของเปลวไฟในอากาศ 1,930 องศาเซลเชียส และบิวเทน 1,900 องศาเซลเชียส
       
 13. เมื่ออยู่ในถังเก็บจะเป็นของเหลว โดยเพิ่มความดันหรือลดอุณหภูมิหรือ ทั้งสองอย่างเพื่อสะดวกในการขนส่ง
        
14. เมื่ออยู่นอกถังเก็บจะเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซ ทั้งนี้เพราะ แอลพีจี มีจุดเดือดต่ำมาก คือ จุดเดือดของโปรเพน = - 42 องศาเซลเชียส จุดเดือดของบิวเทน = - 0.5 องศาเซลเชียส
       
 15. ไวไฟ ติดไฟง่าย และมีความปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกต้อง
        16. ในกรณีที่อุณหภูมิไม่เปลี่ยนแปลง ปริมาณของเหลวในถังเก็บจะมีความดันคงที่เสมอ ไม่ว่าบริเวณแก๊ส
          ในถังจะมีมากน้อยเพียงใด แต่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น ความดันก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วย
Copyright © 2014 News Girl